
รู้ก่อนน้ำมา ประกันรถยนต์ชั้น 1, สองพลัส (2+), สามพลัส (3+) คุ้มครองน้ำท่วมแค่ไหน เคลมยังไง และกรณีไหนที่บริษัทประกันอาจไม่จ่าย
ทุกครั้งที่ฝนตกหนักหรือเข้าสู่ฤดูมรสุม เจ้าของรถหลายคนกังวลว่าถ้ารถโดนน้ำท่วมขึ้นมา ประกันรถยนต์ที่ทำไว้จะคุ้มครองหรือเปล่า คำตอบสั้น ๆ คือ “ขึ้นอยู่กับประกันรถยนต์ชั้นที่คุณทำ” เพราะไม่ใช่ทุกชั้นที่คุ้มครองน้ำท่วม บทความนี้จะสรุปให้ชัดว่าประกันรถยนต์ชั้นไหนเคลมน้ำท่วมได้บ้าง เงื่อนไขเป็นอย่างไร ขั้นตอนการเคลม และกรณีที่บริษัทประกันมีสิทธิ์ปฏิเสธการจ่าย เพื่อให้คุณเตรียมพร้อมก่อนน้ำจะมาถึง
น้ำท่วมจัดเป็น “ภัยธรรมชาติ” ซึ่งตามมาตรฐานแล้ว มีเพียงประกันรถยนต์ชั้น 1 เท่านั้นที่คุ้มครองน้ำท่วมโดยอัตโนมัติ ส่วนประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+), สามพลัส (3+), 2 และ 3 โดยทั่วไปไม่คุ้มครองน้ำท่วม เว้นแต่จะซื้อความคุ้มครองภัยน้ำท่วมเพิ่มเติม (ซึ่งบางบริษัทมีให้เลือกซื้อโดยระบุวงเงิน เช่น 20,000–100,000 บาท)
| ประเภทประกันรถยนต์ | คุ้มครองน้ำท่วม? | รถหาย/ไฟไหม้ | รถชน |
| ประกันรถยนต์ชั้น 1 | ✓ คุ้มครอง | ✓ | ✓ |
| ประกันรถยนต์ชั้น 2+ | ✗ (ซื้อเพิ่มได้) | ✓ | ✓ (มีคู่กรณี) |
| ประกันรถยนต์ชั้น 3+ | ✗ (ซื้อเพิ่มได้) | ✗ | ✓ (มีคู่กรณี) |
| ประกันรถยนต์ชั้น 2 | ✗ | ✓ | ✗ |
| ประกันรถยนต์ชั้น 3 | ✗ | ✗ | ✗ |
*หมายเหตุ: ความคุ้มครองภัยน้ำท่วมของประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) และชั้นสามพลัส (3+) ไม่รวมอยู่ในกรมธรรม์มาตรฐาน แต่บางบริษัทเปิดให้ซื้อเพิ่มได้ ควรตรวจสอบเงื่อนไขในกรมธรรม์ของคุณก่อนเสมอ
| บทเรียนจากน้ำท่วมหาดใหญ่ 2568 ช่วงน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา เจ้าของรถจำนวนมากเพิ่งรู้ว่าประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) และชั้นสามพลัส (3+) ของตน “ไม่คุ้มครองน้ำท่วม” ทำให้ต้องรับภาระค่าซ่อมเอง จึงควรตรวจสอบกรมธรรม์ตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่จะสายเกินไป |

สำหรับประกันรถยนต์ชั้น 1 (หรือชั้นที่ซื้อความคุ้มครองภัยน้ำท่วมเพิ่ม) จะคุ้มครองความเสียหายของตัวรถที่เกิดจากน้ำท่วม เช่น ระบบไฟฟ้า เครื่องยนต์ เบาะ และภายในรถ โดยแบ่งการจ่ายเป็น 2 กรณี
สำนักงาน คปภ. ได้กำหนดแนวทางประเมินความเสียหายของรถน้ำท่วมตามระดับน้ำที่ท่วมถึง เพื่อให้การเคลมเป็นมาตรฐานและเป็นธรรม โดยแบ่งเป็น 5 ระดับ
| ระดับ | ระดับน้ำที่ท่วม | ค่าซ่อมโดยประมาณ |
| A | ท่วมถึงพื้นรถ (พรมเปียก) | 8,000–10,000 บาท |
| B | ท่วมถึงเบาะและระบบไฟฟ้าส่วนล่าง | 15,000–20,000 บาท |
| C | ท่วมถึงคอนโซล/แผงหน้าปัดส่วนล่าง | 25,000–30,000 บาท |
| D | ท่วมถึงแผงหน้าปัดส่วนบน | 30,000 บาทขึ้นไป |
| E | จมมิดคัน | คืนทุนประกัน (Total Loss) |
หมายเหตุ: ตัวเลขค่าซ่อมเป็นค่าประเมินเบื้องต้น อาจแตกต่างตามรุ่นรถและความเสียหายจริง กรณีจมมิดคันหรือค่าซ่อมเกิน 70% ของราคารถ มักถือเป็นความเสียหายสิ้นเชิงและคืนทุนประกัน

แม้จะมีประกันรถยนต์ชั้น 1 หรือความคุ้มครองน้ำท่วม แต่ก็มีบางกรณีที่ประกันมีสิทธิ์ปฏิเสธการจ่าย เพราะถือว่าเกิดจากความประมาทของผู้ขับขี่
คำแนะนำ: หากเจอน้ำท่วมขังสูงผิดปกติ ควรจอดรถในที่สูงและหลีกเลี่ยงการขับฝ่า จะปลอดภัยกว่าและรักษาสิทธิ์การเคลมไว้ได้
นอกจากมีประกันรถยนต์ที่คุ้มครองแล้ว การป้องกันไว้ก่อนก็ช่วยลดความเสียหายได้มาก โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนหรือเมื่อมีประกาศเตือนภัย
การเตรียมพร้อมล่วงหน้าเพียงเล็กน้อย อาจช่วยให้คุณประหยัดค่าซ่อมได้หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท และหลีกเลี่ยงความยุ่งยากในการเคลม
น้ำท่วมรถ ประกันรถยนต์คุ้มครองไหม ต้องตอบจากกรมธรรม์ที่ถืออยู่ค่ะ ประกันรถยนต์ชั้น 1 โดยทั่วไปคุ้มครอง ส่วนประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) และชั้นสามพลัส (3+) ต้องมีภัยน้ำท่วมระบุไว้ โปรดตรวจวงเงินและเงื่อนไขกรมธรรม์ก่อนเกิดเหตุ หากรถถูกน้ำท่วมแล้วให้หยุดใช้รถ เก็บหลักฐาน แจ้งประกัน และรอประเมินก่อนทำการซ่อม
หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมติดต่อกี้ได้ที่
ไลน์ : kie.365
โทร : 064-5363656
ส่งข้อมูลรถและแผนที่สนใจเพื่อเช็กเบี้ยประกันรถยนต์ หรือสมัครสมาชิกศรีกรุงโบรคเกอร์ แล้วคุยกับกี้เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะกับคุณได้ค่ะ
Q: ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) กับประกันรถยนต์ชั้นสามพลัว (3+) เคลมน้ำท่วมได้ไหม?
A: โดยทั่วไปไม่ได้ เพราะกรมธรรม์มาตรฐานของประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) และชั้นสามพลัส (3+) ไม่รวมภัยน้ำท่วม เว้นแต่คุณซื้อความคุ้มครองภัยน้ำท่วมเพิ่มไว้ ควรตรวจสอบในกรมธรรม์
Q: รถจอดอยู่เฉย ๆ แล้วน้ำท่วม เคลมได้ไหม?
A: ได้ หากมีประกันรถยนต์ชั้น 1 หรือความคุ้มครองน้ำท่วม เพราะถือเป็นภัยธรรมชาติที่ไม่ได้เกิดจากความประมาท ต่างจากกรณีจงใจขับฝ่าน้ำท่วม
Q: รถน้ำท่วมแล้วซ่อม จะขายต่อได้ราคาไหม?
A: รถที่เคยน้ำท่วมมักมีมูลค่าขายต่อลดลง โดยเฉพาะหากท่วมถึงระบบไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ จึงควรเก็บเอกสารการซ่อมและการเคลมประกันรถยนต์ไว้เป็นหลักฐานความโปร่งใส
ข้อมูลในบทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทั่วไป เงื่อนไขความคุ้มครองและเกณฑ์การประเมินอาจแตกต่างกันตามกรมธรรม์ บริษัทประกัน และประกาศของ คปภ. ควรตรวจสอบรายละเอียดกับบริษัทประกันของคุณโดยตรงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

สิทธิ์ที่หลายคนไม่รู้ เมื่อรถเข้าซ่อมเพราะถูกชน เรียกได้ขั้นต่ำ 500 บาท/วัน
เมื่อรถของคุณถูกชนโดยที่คุณเป็นฝ่ายถูก และต้องนำรถเข้าซ่อมจนไม่มีรถใช้หลายวัน คุณมีสิทธิ์เรียก “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” จากประกันของคู่กรณีได้ แต่หลายคนไม่รู้สิทธิ์นี้ หรือถูกปฏิเสธจนยอมปล่อยผ่านไป บทความนี้จะอธิบายว่าค่าขาดประโยชน์คืออะไร ใครมีสิทธิ์เรียก อัตราขั้นต่ำเท่าไหร่ พร้อมขั้นตอนและเอกสารที่ต้องเตรียมแบบครบ เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ์ที่ควรได้อย่างเต็มที่
ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือเงินชดเชยที่คุณเรียกได้จากบริษัทประกันของคู่กรณี (ฝ่ายผิด) เพื่อชดเชยความไม่สะดวกจากการที่ไม่มีรถใช้ระหว่างที่รถเข้าซ่อม ถือเป็นค่าเสียหายทางแพ่งตามหลักละเมิด ไม่ใช่ความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. หรือประกันของเราเอง และเป็นสิทธิ์ที่แยกออกจากค่าซ่อมรถ

เงื่อนไขสำคัญคือคุณต้องเป็น “ฝ่ายถูก” และมีคู่กรณีที่เป็นฝ่ายผิดชัดเจน
หมายเหตุ: หากคุณเป็นฝ่ายผิด หรือเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี (เช่น ชนเอง) จะไม่สามารถเรียกค่าขาดประโยชน์ในลักษณะนี้ได้
สำนักงาน คปภ. ได้กำหนดอัตราขั้นต่ำของค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของผู้เสียหาย โดยแบ่งตามประเภทรถ
| ประเภทรถ | อัตราขั้นต่ำ (บาท/วัน) |
| รถยนต์ส่วนบุคคล ไม่เกิน 7 ที่นั่ง (เช่น รถเก๋ง) | 500 บาท |
| รถยนต์รับจ้างสาธารณะ ไม่เกิน 7 ที่นั่ง | 700 บาท |
| รถยนต์มากกว่า 7 ที่นั่ง (เช่น รถตู้ รถโดยสาร) | 1,000 บาท |
สำคัญ: ตัวเลขนี้เป็น “อัตราขั้นต่ำ” ที่ประกันต้องจ่าย หากคุณมีหลักฐานว่าเสียหายมากกว่านั้น เช่น ใบเสร็จค่าเช่ารถทดแทน หรือรายได้ที่ขาดหายไป ก็สามารถเรียกได้สูงกว่าอัตราขั้นต่ำ
| ตัวอย่างการคำนวณ รถเก๋งส่วนบุคคล เข้าซ่อม 10 วัน เพราะถูกชนและเป็นฝ่ายถูกคำนวณ: 10 วัน × 500 บาท = 5,000 บาท (อัตราขั้นต่ำ)หากมีใบเสร็จเช่ารถทดแทนวันละ 1,200 บาท ก็อาจเรียกได้ถึง 12,000 บาท |
| สิ่งที่ควรคำนึง • เก็บใบรับรถที่ระบุวันเข้า – ออกให้ครบ อย่าให้ขาดวัน• ยื่นเรื่องทันทีหลังรับรถ อย่าปล่อยไว้นานจนหลักฐานหาย• ถ้าประกันคู่กรณีเงียบหรือปฏิเสธ สามารถร้องเรียนสายด่วน คปภ. 1186 ได้ |

หากบริษัทประกันของคู่กรณีเพิกเฉยหรือปฏิเสธการจ่ายค่าขาดประโยชน์ที่เป็นสิทธิ์ของคุณ สามารถดำเนินการได้หลายทาง เริ่มจากทำหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการ ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ. ผ่านสายด่วน 1186 และหากยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถดำเนินการทางกฎหมาย (ฟ้องร้องทางแพ่ง) เพื่อเรียกค่าเสียหายได้ แต่ส่วนใหญ่มักจบด้วยการเจรจาเมื่อคุณมีเอกสารครบถ้วน
หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมติดต่อกี้ได้ที่
ไลน์ : kie.365
โทร : 064-536-3656
ลอง เปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์ของคุณได้ง่าย ๆ ที่นี่
หรือ สมัครสมาชิกศรีกรุง คลิกที่นี่
Q: เรียกค่าขาดประโยชน์ต้องมีประกันชั้น 1 ไหม?
A: ไม่จำเป็น เพราะเราเรียกจากประกันของคู่กรณี (ฝ่ายผิด) ไม่ใช่ประกันของเราเอง แม้เราไม่มีประกันภาคสมัครใจ แต่ถ้าเป็นฝ่ายถูกก็มีสิทธิ์เรียกได้
Q: เรียกได้ภายในกี่วันหลังเกิดเหตุ?
A: โดยหลักการเป็นค่าเสียหายทางแพ่งที่มีอายุความ แต่ควรยื่นเรื่องทันทีหลังรับรถออกจากอู่ เพื่อไม่ให้หลักฐานสูญหายและดำเนินการได้รวดเร็ว
Q: รถซ่อมนานผิดปกติ เรียกได้ทุกวันไหม?
A: โดยทั่วไปจะพิจารณาจากระยะเวลาซ่อมที่สมเหตุสมผลตามความเสียหายจริง หากซ่อมล่าช้าเกินควรจากสาเหตุอื่น อาจไม่ได้รับชดเชยทุกวัน
ข้อมูลในบทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทั่วไป อัตราและเงื่อนไขการเรียกร้องอาจแตกต่างกันตามกรณีและประกาศของ คปภ. ควรตรวจสอบรายละเอียดกับบริษัทประกันหรือสำนักงาน คปภ. (สายด่วน 1186) ก่อนดำเนินการทุกครั้ง

คู่มือรับมือเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ ทั้งกรณีมีคู่กรณี ชนเอง และถูกชนแล้วหนี พร้อมเบอร์ฉุกเฉินที่ต้องรู้
อุบัติเหตุรถชนเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ตั้งสติ” และรู้ว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง เพราะการตัดสินใจผิดในนาทีแรก เช่น รีบเคลื่อนย้ายรถ ยอมรับผิด หรือเซ็นเอกสารโดยไม่ปรึกษาประกัน อาจทำให้คุณเสียเปรียบและเรียกร้องค่าเสียหายได้ยากขึ้น บทความนี้สรุปขั้นตอนรับมือเมื่อรถชนแบบครบทุกกรณี ทำตามได้ทันทีแม้ในสถานการณ์ตื่นเต้น

หายใจลึก ๆ ตั้งสติก่อน จากนั้นเปิดไฟฉุกเฉิน เพื่อเตือนรถคันอื่น หากมีกรวยหรือป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสง ให้วางไว้ด้านหลังรถเพื่อป้องกันการชนซ้ำ และย้ายตัวเองไปยังจุดที่ปลอดภัยหากอยู่บนถนนที่มีรถวิ่งเร็ว
หากมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ให้โทรแจ้งการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ทันที เป็นอันดับแรก ไม่ควรเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บที่อาการหนักเอง (โดยเฉพาะกรณีสงสัยกระดูกสันหลัง/คอ) เว้นแต่อยู่ในจุดอันตราย ให้รอทีมกู้ชีพมาดำเนินการ
หลักฐานคือสิ่งสำคัญที่สุดในการเคลม ควรถ่ายรูปและวิดีโอให้ครบ
เคล็ดลับ: ถ้ามีกล้องหน้ารถ (Dashcam) ให้เซฟคลิปช่วงเกิดเหตุไว้ทันที เพราะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด
โทรแจ้งบริษัทประกันของคุณ (เบอร์อยู่บนกรมธรรม์หรือบัตรประกัน) พร้อมแจ้งข้อมูล เลขกรมธรรม์ ทะเบียนรถ วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จากนั้นแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคู่กรณี ได้แก่ ชื่อ-เบอร์โทร ทะเบียนรถ และบริษัทประกันของอีกฝ่าย
อยู่ในที่เกิดเหตุเพื่อรอเจ้าหน้าที่ประกัน (surveyor) มาตรวจสอบและออกเอกสาร ระหว่างนี้ไม่ควรตกลงเรื่องค่าเสียหายกับคู่กรณีเอง ให้บริษัทประกันเป็นผู้ดำเนินการเจรจาแทน
เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง จะออก “ใบเคลม” ให้ ควรเก็บใบเคลมไว้เป็นหลักฐานสำหรับนำรถเข้าซ่อม กรณีที่รถทั้งสองฝ่ายมีประกันชั้น 1 และเป็นเหตุเล็กน้อยที่ตกลงกันได้ อาจใช้ “ใบเคลมชนกัน” (เคลมกลาง) โดยต่างฝ่ายต่างซ่อมกับประกันของตนเอง ทำให้จบเรื่องได้เร็วขึ้น
กรณีมีผู้บาดเจ็บ/เสียชีวิต มีข้อพิพาท คู่กรณีหนี หรือประกันต้องการ ควรไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการเคลม
| กรณีความคุ้มครอง | วงเงินสูงสุด (ต่อคน) |
| ค่าเสียหายเบื้องต้น – ค่ารักษาพยาบาล (ไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด) | 30,000 บาท |
| ค่าเสียหายเบื้องต้น – เสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวร | 35,000 บาท |
| ค่าสินไหมทดแทน – ค่ารักษาพยาบาล (เมื่อพิสูจน์แล้วว่าเป็นฝ่ายถูก) | สูงสุด 80,000 บาท |
| ค่าสินไหมทดแทน – กรณีเสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง | 500,000 บาท |
| ค่าสินไหมทดแทน – สูญเสียอวัยวะ (ตามระดับ) | 200,000–500,000 บาท |
| ค่าชดเชยรายวัน (ผู้ป่วยใน สูงสุด 20 วัน) | 200 บาท/วัน |
ใบเคลม เป็นเอกสารหรือหลักฐานที่บริษัทประกันใช้ประกอบการดำเนินการเคลมและนำรถเข้าซ่อม ชื่อเอกสารและรูปแบบอาจแตกต่างกันตามบริษัทค่ะ
ส่วน เอกสารชนแล้วแยก หรือ Knock for Knock ใช้ในกรณีที่เข้าเงื่อนไข เช่น รถทั้งสองฝ่ายมีประกันประเภท 1 และสามารถตกลงข้อเท็จจริงหรือความรับผิดกันได้ โดยกรอกและแลกเอกสารตามขั้นตอน แล้วติดต่อบริษัทประกันของตนเพื่อดำเนินการต่อ
แต่การมีประกันชั้น 1 ทั้งสองคันไม่ได้แปลว่าใช้วิธีนี้ได้ทุกเหตุการณ์นะคะ หากมีผู้บาดเจ็บ ความเสียหายรุนแรง ข้อมูลไม่ครบ หรือยังมีข้อโต้แย้ง ควรให้ตำรวจและประกันตรวจสอบก่อน และสอบถามบริษัทประกันภัยว่าอุบัติเหตุของเราใช้เอกสารนี้ได้หรือไม่

ถ้าคุณชนเอง (เช่น ชนเสา ชนขอบทาง) หรือถูกชนแล้วคู่กรณีหลบหนี ยังสามารถเคลมได้ แต่ขึ้นอยู่กับประเภทประกันและหลักฐาน
สิ่งที่ควรทำเมื่อถูกชนแล้วหนี: จดจำ/ถ่ายทะเบียนรถคู่กรณีให้ได้, ตรวจดูคลิปจากกล้องหน้ารถและกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง, แล้วไปแจ้งความเพื่อเป็นหลักฐาน ก่อนแจ้งบริษัทประกัน
ในสถานการณ์จริงหลายคนลืมเก็บข้อมูลสำคัญเพราะตกใจ ลองใช้เช็กลิสต์นี้เพื่อไม่ให้พลาด
ข้อควรระวัง: อย่าเพิ่งตกลงจ่ายหรือรับเงินสดเพื่อจบเรื่องทันที เพราะความเสียหายที่แท้จริง เช่น อาการบาดเจ็บภายในหรือความเสียหายของรถ อาจมากกว่าที่เห็นในตอนแรก

โดยทั่วไปการพิจารณาฝ่ายผิดจะดูจากพฤติกรรมการขับขี่และกฎจราจร เช่น การชนท้ายมักถือว่าคันหลังเป็นฝ่ายผิด การฝ่าไฟแดง หรือการเปลี่ยนเลนกะทันหัน หากเป็นฝ่ายถูก คุณสามารถเรียกร้องได้ทั้งค่าซ่อมรถ ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถระหว่างซ่อม และค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้หากมีประกัน บริษัทประกันจะเป็นผู้ดำเนินการเรียกร้องแทนให้ ทำให้คุณไม่ต้องเจรจากับคู่กรณีเองโดยตรง
บันทึกเบอร์เหล่านี้ไว้ในโทรศัพท์ จะช่วยให้รับมือได้เร็วขึ้นเมื่อเกิดเหตุ
| หน่วยงาน / บริการ | เบอร์โทร |
| การแพทย์ฉุกเฉิน / เรียกรถพยาบาล | 1669 |
| ตำรวจ / เหตุด่วนเหตุร้าย | 191 |
| ตำรวจทางหลวง | 1193 |
| ศูนย์บริการทางด่วน (กทพ.) | 1543 |
| สายด่วน คปภ. (ร้องเรียนประกัน) | 1186 |
| บริษัทประกันของคุณ | คลิกเพื่อดูเบอร์บริษัทประกันต่างๆ |
เมื่อรถชน สิ่งแรกที่ต้องดูแลคือความปลอดภัยของเรา ผู้โดยสาร และผู้บาดเจ็บค่ะ จากนั้นแจ้งเจ้าหน้าที่และประกัน เก็บหลักฐานเมื่อปลอดภัย และตรวจข้อมูลในเอกสารให้ถูกต้องก่อนดำเนินการต่อ
ส่วนจะเคลมค่าซ่อมได้หรือมีค่าเสียหายส่วนแรกเท่าไร ต้องดูกรมธรรม์และลักษณะเหตุ อย่าเพิ่งสรุปจากคำว่า “ไม่มีคู่กรณี” เพียงอย่างเดียว การเตรียมเบอร์ประกันและรู้ขั้นตอนไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้รับมือได้เป็นลำดับมากขึ้นนะคะ
หากยังไม่แน่ใจว่าประกันรถของเราคุ้มครองกรณีไหนบ้าง หรืออยากเปรียบเทียบแผนก่อนต่อประกัน ติดต่อกี้เพื่อสอบถามรายละเอียดและเลือกความคุ้มครองให้เหมาะกับการใช้รถได้ค่ะ
เปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์ของคุณ คลิกที่นี่
หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมติดต่อกี้ได้ที่
ไลน์: kie.365
โทร: 064 – 536 – 3656
หรือ สมัครสมาชิกศรีกรุงโบรคเกอร์
Q: รถชนเล็กน้อย ต้องเรียกประกันไหม?
A: แนะนำให้แจ้งประกันทุกครั้งแม้เป็นเหตุเล็กน้อย เพื่อความเป็นธรรมและมีหลักฐาน เว้นแต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้และไม่มีความเสียหายที่ต้องเคลม
Q: เคลื่อนย้ายรถออกจากเลนได้เลยไหม?
A:ควรถ่ายรูปหลักฐานให้ครบก่อน แล้วจึงเคลื่อนย้ายรถหากกีดขวางการจราจรหรืออยู่ในจุดอันตราย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำ
Q: ไม่มีประกันภาคสมัครใจ ชนแล้วทำยังไง?
A:ยังมี พ.ร.บ. คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลของคน (ไม่คุ้มครองตัวรถ) ส่วนค่าซ่อมต้องเจรจากับคู่กรณีตามความรับผิด หากตกลงกันไม่ได้อาจต้องดำเนินการทางกฎหมาย
ข้อมูลในบทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทั่วไป ขั้นตอนและเงื่อนไขการเคลมอาจแตกต่างกันตามกรมธรรม์และบริษัทประกัน ควรตรวจ
สอบรายละเอียดกับบริษัทประกันของคุณโดยตรง หากเกิดเหตุที่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยแพทย์ฉุกเฉินเป็นลำดับแรกเสมอ

คู่มือฉบับเข้าใจง่าย ครบทั้งความคุ้มครอง ราคา ขั้นตอนต่อ และสิ่งที่ต้องรู้หากขาดต่อ
ทุกครั้งที่ใกล้ถึงกำหนดต่อภาษีรถยนต์ประจำปี เจ้าของรถหลายคนมักได้ยินคำว่า “พ.ร.บ.” แต่ก็ยังสงสัยว่า พ.ร.บ. รถยนต์คืออะไร ทำไมต้องมี ต่างจากประกันรถยนต์ทั่วไปยังไง แล้วต้องต่ออย่างไร ใช้เอกสารอะไรบ้าง บทความนี้จะสรุปให้ครบในที่เดียว เข้าใจง่าย พร้อมราคาล่าสุดปี 2569
พูดง่าย ๆ คือ พ.ร.บ. รถยนต์เป็นประกันภาคบังคับที่ช่วยคุ้มครองชีวิตและร่างกายของผู้ประสบภัยจากรถ แต่ไม่คุ้มครองค่าซ่อมรถหรือทรัพย์สิน ค่ะ ส่วนการต่อ พ.ร.บ. ต้องตรวจสอบข้อมูลรถและวันคุ้มครองให้ถูกต้อง โดยเฉพาะเมื่อต้องนำไปใช้ต่อภาษีรถประจำปี

พ.ร.บ. รถยนต์ คือประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ ที่รถทุกคันต้องทำตามกฎหมาย ตาม “พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535” จุดประสงค์หลักคือเพื่อให้ผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร หรือคนเดินถนน ได้รับความคุ้มครองด้านค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยเบื้องต้นอย่างทันท่วงที
จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจ: พ.ร.บ. คุ้มครองเฉพาะ “คน” เท่านั้น ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถหรือทรัพย์สิน ดังนั้นหากต้องการความคุ้มครองตัวรถ เช่น รถชน รถหาย ไฟไหม้ ต้องซื้อประกันภาคสมัครใจ (ประกันชั้น 1, 2+, 3+) เพิ่มเติมต่างหาก
พูดง่าย ๆ คือ พ.ร.บ. รถยนต์เป็นความคุ้มครองขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย ส่วนประกันรถยนต์ภาคสมัครใจคือส่วนเสริมที่ช่วยดูแลตัวรถของเราให้อุ่นใจมากขึ้น
ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา พ.ร.บ. ได้ปรับเพดานความคุ้มครองสูงสุดเป็น 20 ล้านบาทต่ออุบัติเหตุหนึ่งครั้ง (จากเดิม 5–10 ล้านบาท) โดยเบี้ยประกันยังคงเท่าเดิม ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้รถ โดยความคุ้มครองของ พ.ร.บ. รถยนต์แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้
1. ค่าเสียหายเบื้องต้น (ได้รับทันที ไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด) ผู้ประสบภัยจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นภายใน 7 วันหลังยื่นเรื่อง โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายผิด
2. ค่าสินไหมทดแทน (ได้รับเพิ่มเมื่อพิสูจน์แล้วว่าเป็นฝ่ายถูก) เมื่อพิสูจน์แล้วว่าฝ่ายเราเป็นฝ่ายถูก ผู้ประสบภัยจะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม ดังตารางด้านล่าง
| กรณีความคุ้มครอง | วงเงินสูงสุด (ต่อคน) |
| ค่าเสียหายเบื้องต้น – ค่ารักษาพยาบาล (ไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด) | 30,000 บาท |
| ค่าเสียหายเบื้องต้น – เสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวร | 35,000 บาท |
| ค่าสินไหมทดแทน – ค่ารักษาพยาบาล (เมื่อพิสูจน์แล้วว่าเป็นฝ่ายถูก) | สูงสุด 80,000 บาท |
| ค่าสินไหมทดแทน – กรณีเสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง | 500,000 บาท |
| ค่าสินไหมทดแทน – สูญเสียอวัยวะ (ตามระดับ) | 200,000–500,000 บาท |
| ค่าชดเชยรายวัน (ผู้ป่วยใน สูงสุด 20 วัน) | 200 บาท/วัน |
หมายเหตุ: วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาท เป็นเพดานรวมต่ออุบัติเหตุหนึ่งครั้ง ซึ่งอาจเฉลี่ยให้ผู้ประสบภัยหลายรายในเหตุการณ์เดียวกัน ตัวเลขความคุ้มครองต่อคนอาจปรับเปลี่ยนตามประกาศของ คปภ. ควรตรวจสอบล่าสุดกับบริษัทประกัน
ราคา พ.ร.บ. เป็นอัตราคงที่ที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ทุกบริษัทคิดราคาเท่ากัน แตกต่างกันตามประเภทของรถ (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
| ประเภทรถ | รายละเอียด | เบี้ย พ.ร.บ. (บาท/ปี) |
| รถเก๋ง / รถยนต์นั่งส่วนบุคคล | ไม่เกิน 7 ที่นั่ง | 645.21 |
| รถกระบะ | น้ำหนักรวมไม่เกิน 3 ตัน | 967.28 |
| รถตู้ / รถโดยสาร | 7–15 ที่นั่ง | 1,182.35 |
| รถยนต์ไฟฟ้า (EV) | รถนั่งส่วนบุคคล | 645.21 |
| รถจักรยานยนต์ | ตามขนาดเครื่องยนต์ (cc) | 150–645 |
*หมายเหตุ: ราคารถจักรยานยนต์แตกต่างกันตามขนาดเครื่องยนต์ (ตั้งแต่ประมาณ 161–645 บาท) ราคาข้างต้นเป็นค่าโดยประมาณ ควรตรวจสอบอัตราล่าสุดกับผู้ให้บริการ
การไม่ต่อ พ.ร.บ. รถยนต์ถือว่าผิดกฎหมาย มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท และที่สำคัญคือ จะไม่สามารถต่อภาษีรถยนต์ได้ เพราะ พ.ร.บ. เป็นเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการต่อภาษี
นอกจากนี้ หากเกิดอุบัติเหตุระหว่างที่ พ.ร.บ. รถยนต์ขาด ผู้ประสบภัยจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และเจ้าของรถอาจต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเองทั้งหมด จึงควรต่อ พ.ร.บ. ก่อนหมดอายุทุกครั้ง (สามารถต่อล่วงหน้าได้ก่อนหมดอายุประมาณ 90 วัน)
เงื่อนไขการต่อ พ.ร.บ. รถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ตามกฎใหม่ของ คปภ. (คำสั่งนายทะเบียนที่ 17/2569) มีการปรับรอบวันคุ้มครองของ พ.ร.บ. รถยนต์ตรงกับรอบวันหมดอายุภาษีรถประจำปี เพื่อป้องกันปัญหาความคุ้มครองขาดช่วง โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้ค่ะ
หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่ต่อ พ.ร.บ. ล่วงหน้าไปก่อนวันที่ 1 กันยายน 2569 จะยังคงได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขเดิมปกติ และค่อยเริ่มปรับรอบวันให้ตรงกันในการต่ออายุรอบปีถัดไป

บางคนคิดว่า “ใช้รถน้อย ไม่น่าจะเกิดอุบัติเหตุ ไม่ต้องต่อก็ได้” แต่หน้าที่ตามกฎหมายไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราขับบ่อยแค่ไหนค่ะ และอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียวก็อาจทำให้มีค่ารักษาพยาบาลหรือค่าเสียหายที่ต้องรับผิดชอบตามมาได้
อีกเรื่องที่อยากฝากไว้คือ มี พ.ร.บ. รถยนต์แล้วไม่ได้แปลว่าครอบคลุมค่าซ่อมรถของเราและคู่กรณี เพราะ พ.ร.บ. ดูแลความเสียหายต่อคน ส่วนรถและทรัพย์สินต้องดูประกันภาคสมัครใจเพิ่มเติมให้ตรงกับความต้องการค่ะ
พ.ร.บ. รถยนต์เป็นความคุ้มครองพื้นฐานที่เจ้าของรถควรดูแลให้ต่อเนื่องค่ะ ช่วยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถตามวงเงินและเงื่อนไขที่กำหนด แต่ไม่ได้คุ้มครองค่าซ่อมรถหรือทรัพย์สิน
ก่อนต่อครั้งถัดไป ลองเช็กวันหมดอายุ พ.ร.บ. คู่กับวันหมดอายุภาษี เตรียมเอกสารให้ครบ และแจ้งผู้ให้บริการว่าจะนำไปใช้ต่อภาษีหรือไม่ จะได้เลือกระยะเวลาคุ้มครองให้ตรงกับการใช้งานและไม่ขาดช่วงนะคะ
ถ้ายังไม่แน่ใจว่ารถของเราใช้พิกัดไหน หรือ พ.ร.บ. กับภาษีหมดอายุคนละวันแล้วต้องต่ออย่างไร ติดต่อกี้เพื่อช่วยตรวจสอบข้อมูลและดูรายละเอียดก่อนตัดสินใจได้ค่ะ
เช็กราคา พ.ร.บ. รถของคุณ คลิกที่นี่
หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมติดต่อกี้ได้ที่
ไลน์ : kie.365
โทร : 064 – 536 – 3656
Q: พ.ร.บ. กับภาษีรถยนต์ อันเดียวกันไหม?
A: ไม่ใช่ พ.ร.บ. รถยนต์ คือ ประกันภาคบังคับที่คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ส่วนภาษีรถยนต์ คือ ค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้รัฐ แต่ทั้งสองมักต่อพร้อมกัน เพราะต้องมี พ.ร.บ. รถยนต์ก่อนจึงจะต่อภาษีได้
Q: พ.ร.บ. รถยนต์ต่อล่วงหน้าได้กี่วัน?
A: โดยทั่วไปสามารถต่อ พ.ร.บ. รถยนต์ล่วงหน้าได้ก่อนวันหมดอายุประมาณ 90 วัน เพื่อไม่ให้ความคุ้มครองขาดช่วง
Q: มี พ.ร.บ. แล้ว ยังต้องทำประกันชั้น 1 อีกไหม?
A: ขึ้นอยู่กับความต้องการ พ.ร.บ. รถยนต์คุ้มครองเฉพาะคน ไม่คุ้มครองตัวรถ หากต้องการคุ้มครองรถกรณีชน รถหาย หรือไฟไหม้ ควรทำประกันรถยนต์ภาคสมัครใจเพิ่ม เช่น ประกันรถยนต์ชั้น 1 ประกันรถยนต์ชั้นสอง (2+) หรือประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+)
ข้อมูลในบทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทั่วไป อัตราค่าเบี้ย วงเงินความคุ้มครอง และเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของ คปภ. และกรมการขนส่งทางบก ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับหน่วยงานหรือบริษัทประกันโดยตรงก่อนดำเนินการทุกครั้ง

เวลาจะต่อประกันรถยนต์หรือซื้อประกันให้รถคันใหม่ หลายคนมักเจอคำถามเดิม ๆ ว่า “ประกันรถยนต์ชั้น 1, สองพลัส (2+) และสามพลัส (3+) ต่างกันยังไง แล้วควรเลือกแบบไหนถึงจะคุ้มที่สุด?” เพราะประกันรถแต่ละชั้นมีความคุ้มครองและเบี้ยประกันที่ต่างกันพอสมควร การเลือกผิดชั้นอาจทำให้คุณจ่ายแพงเกินความจำเป็น หรือแย่กว่านั้นคือได้ความคุ้มครองไม่พอในวันที่เกิดเรื่อง
บทความนี้จะสรุปความแตกต่างของประกันรถยนต์แต่ละชั้นแบบเข้าใจง่าย พร้อมตารางเปรียบเทียบ และแนวทางเลือกให้เหมาะกับรถและงบของคุณมากที่สุด อ่านจบแล้วตัดสินใจได้เลยว่าควรซื้อประกันชั้นไหน

ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ดังนี้
วันนี้เรามา รู้จักประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ 3 ประเภท ที่ได้ยินกันบ่อยที่สุด คือ ประกันรถยนต์ประเภท 1 ประเภท 3 และประเภท 5 แบบสองพลัส (2+) และสามพลัส (3+) โดยจุดต่างสำคัญอยู่ที่ “ความเสียหายต่อตัวรถของเราเอง” ว่าครอบคลุมมากน้อยแค่ไหน
สำหรับรถยนต์ทั่วไปที่ใช้บนถนน เจ้าของรถต้องจัดให้มีประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือ พ.ร.บ. ซึ่งคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้ประสบภัยจากรถตามกฎหมาย ไม่คุ้มครองค่าซ่อมรถและทรัพย์สิน ประกันภาคสมัครใจจึงช่วยเสริมความคุ้มครองในส่วนที่แตกต่างกัน
หมายเหตุ: ประกันภาคสมัครใจทั้งหมดนี้ แตกต่างจาก พ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งเป็นประกันภาคบังคับที่รถทุกคันต้องมีตามกฎหมาย โดย พ.ร.บ. จะคุ้มครองเฉพาะความเสียหายต่อ “บุคคล” (ค่ารักษา ค่าชดเชย) เท่านั้น ไม่คุ้มครองตัวรถ จึงควรมีประกันภาคสมัครใจเสริมด้วยค่ะ
ประกันประกันรถยนต์ชั้น 1 คือประกันที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมที่สุด เหมาะกับคนที่อยากอุ่นใจแบบไม่ต้องคิดมาก จุดเด่นคือคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถของเราเองแทบทุกกรณี ไม่ว่าจะมีคู่กรณีหรือไม่มีคู่กรณี
ความคุ้มครองหลัก:
เหมาะกับ: รถใหม่ป้ายแดง รถราคาสูง รถที่ยังผ่อนอยู่ (ไฟแนนซ์มักกำหนดให้ทำชั้น 1) และผู้ขับขี่มือใหม่หรือคนที่ขับในเมืองที่มีความเสี่ยงเฉี่ยวชนสูง
ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) คือทางสายกลางระหว่างความคุ้มครองและราคา ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงชั้น 1 แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถของเรา เฉพาะกรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบก และต้องมีคู่กรณีเท่านั้น
ความคุ้มครองหลัก:
ข้อควรรู้: ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) ไม่คุ้มครอง กรณีชนแบบไม่มีคู่กรณี (เช่น ชนเสา ชนกำแพงเอง) และโดยทั่วไปไม่คุ้มครองการชนกับสิ่งที่ไม่ใช่ยานพาหนะทางบก เช่น ชนต้นไม้ ชนสัตว์ รวมถึงส่วนใหญ่ไม่รวมภัยน้ำท่วม (เว้นแต่ซื้อความคุ้มครองเพิ่ม)
เหมาะกับ: รถอายุ 5–7 ปีขึ้นไป ผู้ขับขี่ที่มีประสบการณ์และมั่นใจว่าขับระมัดระวัง แต่ยังอยากได้ความคุ้มครองรถหายและไฟไหม้ในราคาที่ประหยัดกว่าชั้น 1
ประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+) คือ ตัวเลือกประหยัดที่ยังคุ้มครองตัวรถของเราอยู่บ้าง โดยคุ้มครองความเสียหายต่อรถของเรา เฉพาะกรณีชนกับยานพาหนะทางบกและมีคู่กรณีเท่านั้น เหมือนประกันรถบนต์ชั้นสองพลัส (2+) แต่ตัดความคุ้มครองรถหายและไฟไหม้ออกไป จึงมีเบี้ยที่ถูกลง
ความคุ้มครองหลัก:
สิ่งที่ไม่คุ้มครอง: รถสูญหาย ไฟไหม้ ภัยธรรมชาติ และการชนแบบไม่มีคู่กรณี
เหมาะกับ: รถอายุมาก (เกิน 7–10 ปี) รถที่มูลค่าไม่สูงแล้ว หรือคนที่ใช้รถน้อย ขับระวัง และเน้นประหยัดงบ แต่ยังอยากมีความคุ้มครองเวลาชนกับรถคันอื่น
ประกันรถยนต์ชั้น 2 คุ้มครองรถสูญหายและไฟไหม้ รวมถึงความเสียหายต่อบุคคลภายนอก แต่ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถจากการชนจึงได้รับความนิยมน้อยกว่าประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+)
ประกันรถยนต์ชั้น 3 เป็นชั้นพื้นฐานที่สุด คุ้มครองเฉพาะความเสียหายต่อบุคคลภายนอก (คนและทรัพย์สินของคู่กรณี) ไม่คุ้มครองรถของเราเลย เบี้ยถูกที่สุดประมาณ 1,800–2,000 บาทต่อปี
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองดูตารางเปรียบเทียบความคุ้มครองและเบี้ยประกันรถยนต์โดยประมาณของแต่ละชั้นด้านล่างนี้

*หมายเหตุ: ความคุ้มครองภัยธรรมชาติ/น้ำท่วมของชั้น 2+ และ 3+ โดยทั่วไปไม่รวมอยู่ในกรมธรรม์มาตรฐาน แต่บางบริษัทอาจให้ซื้อเพิ่มได้
หากกังวลทั้งรถชนรถและการเฉี่ยวชนสิ่งของเอง ให้พิจารณาประกันรถยนต์ชั้น 1 หากยอมรับค่าซ่อมจากเหตุที่ไม่ได้ชนกับยานพาหนะทางบกได้ ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) หรือประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+) อาจเป็นทางเลือก ทั้งนี้ควรเปรียบเทียบใบเสนอราคาจริงก่อนตัดสินใจ
หากต้องการความคุ้มครองรถสูญหายและไฟไหม้ ให้พิจารณาประกันรถยนต์ชั้น 1 หรือประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) ส่วนผู้ที่อยู่หรือเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมควรเลือกแผนที่ระบุความคุ้มครองน้ำท่วมชัดเจน พร้อมตรวจวงเงินและค่าเสียหายส่วนแรก
แผนที่เบี้ยประกันรถยนต์ต่ำกว่าอาจมีทุนประกันหรือวงเงินความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกต่ำกว่า ควรเปรียบเทียบรายการเหล่านี้ร่วมกัน รวมถึงวงเงินต่อคนและต่อครั้งในส่วนความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย
ตรวจว่าเป็นการซ่อมศูนย์บริการหรือซ่อมอู่ และมีอู่ในพื้นที่ที่สะดวกหรือไม่ รวมถึงค่าเสียหายส่วนแรกที่ตกลงไว้ และค่าเสียหายส่วนแรกที่อาจเกิดตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ประกันรถยนต์ชั้น 1 จึงไม่ได้หมายความว่าผู้เอาประกันภัยไม่ต้องร่วมจ่ายในทุกเหตุ
การใช้รถส่วนบุคคล รถรับจ้าง หรือรถให้เช่าอาจมีเงื่อนไขรับประกันรถยนต์ต่างกัน ควรแจ้งข้อมูลตามจริง และตรวจเงื่อนไขผู้ขับขี่ที่ระบุในกรมธรรม์ให้สอดคล้องกับผู้ใช้รถ
หลายคนเข้าใจว่า รถเก่าแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำประกันรถยนต์ก็ได้ เพราะถ้าเป็นรอย หรือเสียหายเล็กน้อย สามารถขับขี่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องซ่อม แต่ทราบอะไรมั้ยคะว่า ความเสียหายที่อาจจะมากกว่าค่าซ่อมคือ เวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วเราเป็นฝ่ายผิด ต้องรับผิดชอบค่าซ่อมรถคู่กรณี หรือค่าเสียผลประโยชน์จากการใช้รถ หากไม่มีประกัน เราจะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบทั้งหมด จากประสบการณ์ที่เคยให้คำปรึกษาลูกค้า เคยเจอกรณีไม่มีประกันแล้วต้องชดเชยค่าเสียหายเอง ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้านเลยค่ะ เมื่อเทียบกับเบี้ยประกันรถยนต์ประเภท 3 แล้ว ความเสียหายที่เรารับผิดชอบเองสูงกว่าเบี้ยประกันรถยนต์หลายสิบเท่าเลยค่ะ
หากต้องการความคุ้มครองรถของเราให้ครอบคลุมมากที่สุดให้พิจารณาประกันรถยนต์ชั้น 1 หากต้องการความคุ้มครองรถชนรถพร้อมรถสูญหายและไฟไหม้ ให้พิจารณาประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) ส่วนผู้ที่เน้นความรับผิดต่อบุคคลภายนอกและความคุ้มครองแบบรถชนรถ โดยยอมรับความเสี่ยงรถสูญหายหรือไฟไหม้ได้ อาจพิจารณาประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+)
ก่อนต่อประกันครั้งถัดไป ลองเปรียบเทียบทั้งเบี้ยและความคุ้มครอง เพื่อเลือกแผนที่ตอบโจทย์การใช้รถของคุณ คลิกเปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์ ได้เลย หรือหากยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกประกันรถยนต์ไหนดี หรือต้องการให้ช่วยเปรียบเทียบทุนประกันที่มีความคุ้มครองน้ำท่วม และค่าเสียหายส่วนแรก สามารถติดต่อกี้เพื่อขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ไลน์: kie.365 หรือ โทร: 064 – 536 – 3656 ได้เลยนะคะ กี้ยินดีให้คำแนะนำค่ะ
Q: ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) กับสามพลัส (3+) ต่างกันตรงไหน?
A: ทั้งสองแบบมีความคุ้มครองพื้นฐานสำหรับรถของเราเมื่อชนกับยานพาหนะทางบก และระบุคู่กรณีได้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ โดยประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) เพิ่มความคุ้มครองรถสูญหายและไฟไหม้ ซึ่งไม่รวมอยู่ในความคุ้มครองพื้นฐานของประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+)
Q: ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) และชั้นสามพลัส (3+) คุ้มครองน้ำท่วมหรือไม่?
A: ต้องตรวจเช็กความคุ้มครองแต่ละแผน โดยความคุ้มครองพื้นฐานของส่วนรถชนรถไม่ได้ครอบคลุมน้ำท่วม แต่ประกันรถยนต์บางแผนเพิ่มความคุ้มครองน้ำท่วมไว้แล้ว โดยต้องดูวงเงินและเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์เพิ่มเติม
Q: รถเก่ายังทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ได้หรือไม่?
A: อาจทำได้หากรุ่นรถ อายุรถ สภาพรถ และลักษณะการใช้งานผ่านเกณฑ์รับประกันของบริษัทนั้น รถเก่าไม่ได้ต้องเปลี่ยนเป็นประกันรถชั้นสองพลัส (2+) หรือชั้นสามพลัส (3+) เสมอไป ควรขอให้ตรวจสอบแผนที่รับประกันรถของคุณอีกครั้ง
Q: มีประกันรถยนต์ชั้น 1 แล้ว ต้องทำ พ.ร.บ. รถยนต์อีกหรือไม่?
A: สำหรับรถยนต์ทั่วไปที่ใช้บนถนน ยังต้องจัดให้มี พ.ร.บ. รถยนต์ตามกฎหมาย เพราะประกันรถชั้น 1 เป็นประกันภาคสมัครใจไม่สามารถใช้แทนประกันภัยภาคบังคับได้ โดย พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไม่ได้คุ้มครองค่าซ่อมรถหรือทรัพย์สิน
หมายเหตุ: บทความนี้สรุปความคุ้มครองเพื่อประกอบการเลือกซื้อ การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและการรับประกันให้เป็นไปตามข้อเท็จจริง แบบกรมธรรม์ ตารางกรมธรรม์ เอกสารแนบท้าย และเงื่อนไขของบริษัทประกันภัยที่เลือก