สมัครร่วมทีมวันนี้ รับเว็บไซต์ + แบนเนอร์ มูลค่ากว่า 10,000 บาท ฟรี!! สมัครเลย คลิก

ขั้นตอนการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ฉบับเข้าใจง่าย

สิทธิ์ที่หลายคนไม่รู้ เมื่อรถเข้าซ่อมเพราะถูกชน เรียกได้ขั้นต่ำ 500 บาท/วัน

เมื่อรถของคุณถูกชนโดยที่คุณเป็นฝ่ายถูก และต้องนำรถเข้าซ่อมจนไม่มีรถใช้หลายวัน คุณมีสิทธิ์เรียก “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” จากประกันของคู่กรณีได้ แต่หลายคนไม่รู้สิทธิ์นี้ หรือถูกปฏิเสธจนยอมปล่อยผ่านไป บทความนี้จะอธิบายว่าค่าขาดประโยชน์คืออะไร ใครมีสิทธิ์เรียก อัตราขั้นต่ำเท่าไหร่ พร้อมขั้นตอนและเอกสารที่ต้องเตรียมแบบครบ เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ์ที่ควรได้อย่างเต็มที่

Key Takeaways

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คืออะไร?

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือเงินชดเชยที่คุณเรียกได้จากบริษัทประกันของคู่กรณี (ฝ่ายผิด) เพื่อชดเชยความไม่สะดวกจากการที่ไม่มีรถใช้ระหว่างที่รถเข้าซ่อม ถือเป็นค่าเสียหายทางแพ่งตามหลักละเมิด ไม่ใช่ความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. หรือประกันของเราเอง และเป็นสิทธิ์ที่แยกออกจากค่าซ่อมรถ

ใครมีสิทธิ์เรียกค่าขาดประโยชน์?

เงื่อนไขสำคัญคือคุณต้องเป็น “ฝ่ายถูก” และมีคู่กรณีที่เป็นฝ่ายผิดชัดเจน

หมายเหตุ: หากคุณเป็นฝ่ายผิด หรือเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี (เช่น ชนเอง) จะไม่สามารถเรียกค่าขาดประโยชน์ในลักษณะนี้ได้

อัตราค่าขาดประโยชน์ขั้นต่ำ (ตาม คปภ.)

สำนักงาน คปภ. ได้กำหนดอัตราขั้นต่ำของค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของผู้เสียหาย โดยแบ่งตามประเภทรถ

ประเภทรถ อัตราขั้นต่ำ (บาท/วัน)
รถยนต์ส่วนบุคคล ไม่เกิน 7 ที่นั่ง (เช่น รถเก๋ง) 500 บาท
รถยนต์รับจ้างสาธารณะ ไม่เกิน 7 ที่นั่ง 700 บาท
รถยนต์มากกว่า 7 ที่นั่ง (เช่น รถตู้ รถโดยสาร) 1,000 บาท

สำคัญ: ตัวเลขนี้เป็น “อัตราขั้นต่ำ” ที่ประกันต้องจ่าย หากคุณมีหลักฐานว่าเสียหายมากกว่านั้น เช่น ใบเสร็จค่าเช่ารถทดแทน หรือรายได้ที่ขาดหายไป ก็สามารถเรียกได้สูงกว่าอัตราขั้นต่ำ

ตัวอย่างการคำนวณ
รถเก๋งส่วนบุคคล เข้าซ่อม 10 วัน เพราะถูกชนและเป็นฝ่ายถูกคำนวณ: 10 วัน × 500 บาท = 5,000 บาท (อัตราขั้นต่ำ)หากมีใบเสร็จเช่ารถทดแทนวันละ 1,200 บาท ก็อาจเรียกได้ถึง 12,000 บาท

ขั้นตอนการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์

  1. ยืนยันว่าเป็นฝ่ายถูก จากใบเคลมหรือบันทึกประจำวัน ที่ระบุว่าคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด
  2. นำรถเข้าซ่อมและขอ “ใบรับรถ” ที่ระบุวันที่นำรถเข้าและวันที่รับรถออกอย่างชัดเจน เพราะเป็นหลักฐานนับจำนวนวัน
  3. ทำหนังสือเรียกร้อง ระบุจำนวนวันที่ซ่อม คูณด้วยอัตราต่อวัน พร้อมแนบเอกสารประกอบ
  4. ยื่นเรื่องกับบริษัทประกันของคู่กรณี ส่งเอกสารทั้งหมดและเจรจาตกลงจำนวนเงิน
  5. ติดตามผลและรับเงินชดเชย หากตกลงได้ ประกันจะโอนเงินค่าขาดประโยชน์ให้ตามที่ตกลง

เอกสารที่ต้องเตรียมในการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์

สิ่งที่ควรคำนึง
• เก็บใบรับรถที่ระบุวันเข้า – ออกให้ครบ อย่าให้ขาดวัน• ยื่นเรื่องทันทีหลังรับรถ อย่าปล่อยไว้นานจนหลักฐานหาย• ถ้าประกันคู่กรณีเงียบหรือปฏิเสธ สามารถร้องเรียนสายด่วน คปภ. 1186 ได้

ถ้าประกันคู่กรณีไม่ยอมจ่ายทำยังไง?

หากบริษัทประกันของคู่กรณีเพิกเฉยหรือปฏิเสธการจ่ายค่าขาดประโยชน์ที่เป็นสิทธิ์ของคุณ สามารถดำเนินการได้หลายทาง เริ่มจากทำหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการ ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ. ผ่านสายด่วน 1186 และหากยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถดำเนินการทางกฎหมาย (ฟ้องร้องทางแพ่ง) เพื่อเรียกค่าเสียหายได้ แต่ส่วนใหญ่มักจบด้วยการเจรจาเมื่อคุณมีเอกสารครบถ้วน

ต้องการคำปรึกษาเรื่องประกันรถยนต์ ติดต่อกี้ได้เลยค่ะ

หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมติดต่อกี้ได้ที่
ไลน์ : kie.365
โทร : 064-536-3656

ลอง เปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์ของคุณได้ง่าย ๆ ที่นี่ 

หรือ สมัครสมาชิกศรีกรุง คลิกที่นี่

(FAQ) คำถามที่พบบ่อย

Q: เรียกค่าขาดประโยชน์ต้องมีประกันชั้น 1 ไหม?
A: ไม่จำเป็น เพราะเราเรียกจากประกันของคู่กรณี (ฝ่ายผิด) ไม่ใช่ประกันของเราเอง แม้เราไม่มีประกันภาคสมัครใจ แต่ถ้าเป็นฝ่ายถูกก็มีสิทธิ์เรียกได้

Q: เรียกได้ภายในกี่วันหลังเกิดเหตุ?
A: โดยหลักการเป็นค่าเสียหายทางแพ่งที่มีอายุความ แต่ควรยื่นเรื่องทันทีหลังรับรถออกจากอู่ เพื่อไม่ให้หลักฐานสูญหายและดำเนินการได้รวดเร็ว

Q: รถซ่อมนานผิดปกติ เรียกได้ทุกวันไหม?
A: โดยทั่วไปจะพิจารณาจากระยะเวลาซ่อมที่สมเหตุสมผลตามความเสียหายจริง หากซ่อมล่าช้าเกินควรจากสาเหตุอื่น อาจไม่ได้รับชดเชยทุกวัน


ข้อมูลในบทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทั่วไป อัตราและเงื่อนไขการเรียกร้องอาจแตกต่างกันตามกรณีและประกาศของ คปภ. ควรตรวจสอบรายละเอียดกับบริษัทประกันหรือสำนักงาน คปภ. (สายด่วน 1186) ก่อนดำเนินการทุกครั้ง

รถชนแล้วต้องทำอะไรก่อน? เช็กลิสต์ 7 ขั้นตอนรับมือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

คู่มือรับมือเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ ทั้งกรณีมีคู่กรณี ชนเอง และถูกชนแล้วหนี พร้อมเบอร์ฉุกเฉินที่ต้องรู้

อุบัติเหตุรถชนเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ตั้งสติ” และรู้ว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง เพราะการตัดสินใจผิดในนาทีแรก เช่น รีบเคลื่อนย้ายรถ ยอมรับผิด หรือเซ็นเอกสารโดยไม่ปรึกษาประกัน อาจทำให้คุณเสียเปรียบและเรียกร้องค่าเสียหายได้ยากขึ้น บทความนี้สรุปขั้นตอนรับมือเมื่อรถชนแบบครบทุกกรณี ทำตามได้ทันทีแม้ในสถานการณ์ตื่นเต้น

Key Takeaways

รถชนแล้วต้องทำอะไรก่อน? 7 ขั้นตอนสำคัญ


1. ตั้งสติและประเมินความปลอดภัย

หายใจลึก ๆ ตั้งสติก่อน จากนั้นเปิดไฟฉุกเฉิน เพื่อเตือนรถคันอื่น หากมีกรวยหรือป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสง ให้วางไว้ด้านหลังรถเพื่อป้องกันการชนซ้ำ และย้ายตัวเองไปยังจุดที่ปลอดภัยหากอยู่บนถนนที่มีรถวิ่งเร็ว

2. ตรวจสอบผู้บาดเจ็บ โทรเรียกรถพยาบาลทันที

หากมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ให้โทรแจ้งการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ทันที เป็นอันดับแรก ไม่ควรเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บที่อาการหนักเอง (โดยเฉพาะกรณีสงสัยกระดูกสันหลัง/คอ) เว้นแต่อยู่ในจุดอันตราย ให้รอทีมกู้ชีพมาดำเนินการ

3. ถ่ายรูปเก็บหลักฐานให้ครบก่อนเคลื่อนย้ายรถ

หลักฐานคือสิ่งสำคัญที่สุดในการเคลม ควรถ่ายรูปและวิดีโอให้ครบ

เคล็ดลับ: ถ้ามีกล้องหน้ารถ (Dashcam) ให้เซฟคลิปช่วงเกิดเหตุไว้ทันที เพราะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด

4. แจ้งบริษัทประกันและจดข้อมูลคู่กรณี

โทรแจ้งบริษัทประกันของคุณ (เบอร์อยู่บนกรมธรรม์หรือบัตรประกัน) พร้อมแจ้งข้อมูล เลขกรมธรรม์ ทะเบียนรถ วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จากนั้นแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคู่กรณี ได้แก่ ชื่อ-เบอร์โทร ทะเบียนรถ และบริษัทประกันของอีกฝ่าย

5. รอเจ้าหน้าที่ประกันมาที่เกิดเหตุ

อยู่ในที่เกิดเหตุเพื่อรอเจ้าหน้าที่ประกัน (surveyor) มาตรวจสอบและออกเอกสาร ระหว่างนี้ไม่ควรตกลงเรื่องค่าเสียหายกับคู่กรณีเอง ให้บริษัทประกันเป็นผู้ดำเนินการเจรจาแทน

6. รับใบเคลมหรือใบเคลมชนกัน

เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง จะออก “ใบเคลม” ให้ ควรเก็บใบเคลมไว้เป็นหลักฐานสำหรับนำรถเข้าซ่อม กรณีที่รถทั้งสองฝ่ายมีประกันชั้น 1 และเป็นเหตุเล็กน้อยที่ตกลงกันได้ อาจใช้ “ใบเคลมชนกัน” (เคลมกลาง) โดยต่างฝ่ายต่างซ่อมกับประกันของตนเอง ทำให้จบเรื่องได้เร็วขึ้น

7. แจ้งความลงบันทึกประจำวัน (ถ้าจำเป็น)

กรณีมีผู้บาดเจ็บ/เสียชีวิต มีข้อพิพาท คู่กรณีหนี หรือประกันต้องการ ควรไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการเคลม

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน

กรณีความคุ้มครอง วงเงินสูงสุด (ต่อคน)
ค่าเสียหายเบื้องต้น – ค่ารักษาพยาบาล (ไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด) 30,000 บาท
ค่าเสียหายเบื้องต้น – เสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวร 35,000 บาท
ค่าสินไหมทดแทน – ค่ารักษาพยาบาล (เมื่อพิสูจน์แล้วว่าเป็นฝ่ายถูก) สูงสุด 80,000 บาท
ค่าสินไหมทดแทน – กรณีเสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง 500,000 บาท
ค่าสินไหมทดแทน – สูญเสียอวัยวะ (ตามระดับ) 200,000–500,000 บาท
ค่าชดเชยรายวัน (ผู้ป่วยใน สูงสุด 20 วัน) 200 บาท/วัน

ใบเคลมกับเอกสารชนแล้วแยก ต่างกันยังไง?

ใบเคลม เป็นเอกสารหรือหลักฐานที่บริษัทประกันใช้ประกอบการดำเนินการเคลมและนำรถเข้าซ่อม ชื่อเอกสารและรูปแบบอาจแตกต่างกันตามบริษัทค่ะ

ส่วน เอกสารชนแล้วแยก หรือ Knock for Knock ใช้ในกรณีที่เข้าเงื่อนไข เช่น รถทั้งสองฝ่ายมีประกันประเภท 1 และสามารถตกลงข้อเท็จจริงหรือความรับผิดกันได้ โดยกรอกและแลกเอกสารตามขั้นตอน แล้วติดต่อบริษัทประกันของตนเพื่อดำเนินการต่อ

แต่การมีประกันชั้น 1 ทั้งสองคันไม่ได้แปลว่าใช้วิธีนี้ได้ทุกเหตุการณ์นะคะ หากมีผู้บาดเจ็บ ความเสียหายรุนแรง ข้อมูลไม่ครบ หรือยังมีข้อโต้แย้ง ควรให้ตำรวจและประกันตรวจสอบก่อน และสอบถามบริษัทประกันภัยว่าอุบัติเหตุของเราใช้เอกสารนี้ได้หรือไม่

กรณีไม่มีคู่กรณี หรือถูกชนแล้วหนี ต้องทำยังไง?

ถ้าคุณชนเอง (เช่น ชนเสา ชนขอบทาง) หรือถูกชนแล้วคู่กรณีหลบหนี ยังสามารถเคลมได้ แต่ขึ้นอยู่กับประเภทประกันและหลักฐาน


สิ่งที่ควรทำเมื่อถูกชนแล้วหนี: จดจำ/ถ่ายทะเบียนรถคู่กรณีให้ได้, ตรวจดูคลิปจากกล้องหน้ารถและกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง, แล้วไปแจ้งความเพื่อเป็นหลักฐาน ก่อนแจ้งบริษัทประกัน

รถชนกันข้อมูลอะไรบ้างที่ต้องจดจากคู่กรณี

ในสถานการณ์จริงหลายคนลืมเก็บข้อมูลสำคัญเพราะตกใจ ลองใช้เช็กลิสต์นี้เพื่อไม่ให้พลาด

ข้อควรระวัง: อย่าเพิ่งตกลงจ่ายหรือรับเงินสดเพื่อจบเรื่องทันที เพราะความเสียหายที่แท้จริง เช่น อาการบาดเจ็บภายในหรือความเสียหายของรถ อาจมากกว่าที่เห็นในตอนแรก

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนกันใครเป็นฝ่ายผิด และเรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง?

โดยทั่วไปการพิจารณาฝ่ายผิดจะดูจากพฤติกรรมการขับขี่และกฎจราจร เช่น การชนท้ายมักถือว่าคันหลังเป็นฝ่ายผิด การฝ่าไฟแดง หรือการเปลี่ยนเลนกะทันหัน หากเป็นฝ่ายถูก คุณสามารถเรียกร้องได้ทั้งค่าซ่อมรถ ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถระหว่างซ่อม และค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้หากมีประกัน บริษัทประกันจะเป็นผู้ดำเนินการเรียกร้องแทนให้ ทำให้คุณไม่ต้องเจรจากับคู่กรณีเองโดยตรง

เบอร์โทรฉุกเฉินที่ควรบันทึกไว้

บันทึกเบอร์เหล่านี้ไว้ในโทรศัพท์ จะช่วยให้รับมือได้เร็วขึ้นเมื่อเกิดเหตุ

หน่วยงาน / บริการ เบอร์โทร
การแพทย์ฉุกเฉิน / เรียกรถพยาบาล 1669
ตำรวจ / เหตุด่วนเหตุร้าย 191
ตำรวจทางหลวง 1193
ศูนย์บริการทางด่วน (กทพ.) 1543
สายด่วน คปภ. (ร้องเรียนประกัน) 1186
บริษัทประกันของคุณ คลิกเพื่อดูเบอร์บริษัทประกันต่างๆ

เอกสารที่ควรเตรียมสำหรับเคลมประกันรถยนต์

สรุป

เมื่อรถชน สิ่งแรกที่ต้องดูแลคือความปลอดภัยของเรา ผู้โดยสาร และผู้บาดเจ็บค่ะ จากนั้นแจ้งเจ้าหน้าที่และประกัน เก็บหลักฐานเมื่อปลอดภัย และตรวจข้อมูลในเอกสารให้ถูกต้องก่อนดำเนินการต่อ

ส่วนจะเคลมค่าซ่อมได้หรือมีค่าเสียหายส่วนแรกเท่าไร ต้องดูกรมธรรม์และลักษณะเหตุ อย่าเพิ่งสรุปจากคำว่า “ไม่มีคู่กรณี” เพียงอย่างเดียว การเตรียมเบอร์ประกันและรู้ขั้นตอนไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้รับมือได้เป็นลำดับมากขึ้นนะคะ

อยากเข้าใจความคุ้มครองและขั้นตอนเคลมประกันภัยรถยนต์ ปรึกษากี้ได้ค่ะ

หากยังไม่แน่ใจว่าประกันรถของเราคุ้มครองกรณีไหนบ้าง หรืออยากเปรียบเทียบแผนก่อนต่อประกัน ติดต่อกี้เพื่อสอบถามรายละเอียดและเลือกความคุ้มครองให้เหมาะกับการใช้รถได้ค่ะ

เปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์ของคุณ คลิกที่นี่

หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมติดต่อกี้ได้ที่
ไลน์: kie.365
โทร: 064 – 536 – 3656

หรือ สมัครสมาชิกศรีกรุงโบรคเกอร์

(FAQ) คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับขั้นตอนเมื่อรถชน

Q: รถชนเล็กน้อย ต้องเรียกประกันไหม?
A: แนะนำให้แจ้งประกันทุกครั้งแม้เป็นเหตุเล็กน้อย เพื่อความเป็นธรรมและมีหลักฐาน เว้นแต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้และไม่มีความเสียหายที่ต้องเคลม

Q: เคลื่อนย้ายรถออกจากเลนได้เลยไหม?
A:ควรถ่ายรูปหลักฐานให้ครบก่อน แล้วจึงเคลื่อนย้ายรถหากกีดขวางการจราจรหรืออยู่ในจุดอันตราย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำ

Q: ไม่มีประกันภาคสมัครใจ ชนแล้วทำยังไง?
A:ยังมี พ.ร.บ. คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลของคน (ไม่คุ้มครองตัวรถ) ส่วนค่าซ่อมต้องเจรจากับคู่กรณีตามความรับผิด หากตกลงกันไม่ได้อาจต้องดำเนินการทางกฎหมาย


ข้อมูลในบทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทั่วไป ขั้นตอนและเงื่อนไขการเคลมอาจแตกต่างกันตามกรมธรรม์และบริษัทประกัน ควรตรวจ
สอบรายละเอียดกับบริษัทประกันของคุณโดยตรง หากเกิดเหตุที่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยแพทย์ฉุกเฉินเป็นลำดับแรกเสมอ