สมัครร่วมทีมวันนี้ รับเว็บไซต์ + แบนเนอร์ มูลค่ากว่า 10,000 บาท ฟรี!! สมัครเลย คลิก

รถชนแล้วต้องทำอะไรก่อน? เช็กลิสต์ 7 ขั้นตอนรับมือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

คู่มือรับมือเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ ทั้งกรณีมีคู่กรณี ชนเอง และถูกชนแล้วหนี พร้อมเบอร์ฉุกเฉินที่ต้องรู้

อุบัติเหตุรถชนเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ตั้งสติ” และรู้ว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง เพราะการตัดสินใจผิดในนาทีแรก เช่น รีบเคลื่อนย้ายรถ ยอมรับผิด หรือเซ็นเอกสารโดยไม่ปรึกษาประกัน อาจทำให้คุณเสียเปรียบและเรียกร้องค่าเสียหายได้ยากขึ้น บทความนี้สรุปขั้นตอนรับมือเมื่อรถชนแบบครบทุกกรณี ทำตามได้ทันทีแม้ในสถานการณ์ตื่นเต้น

Key Takeaways

รถชนแล้วต้องทำอะไรก่อน? 7 ขั้นตอนสำคัญ


1. ตั้งสติและประเมินความปลอดภัย

หายใจลึก ๆ ตั้งสติก่อน จากนั้นเปิดไฟฉุกเฉิน เพื่อเตือนรถคันอื่น หากมีกรวยหรือป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสง ให้วางไว้ด้านหลังรถเพื่อป้องกันการชนซ้ำ และย้ายตัวเองไปยังจุดที่ปลอดภัยหากอยู่บนถนนที่มีรถวิ่งเร็ว

2. ตรวจสอบผู้บาดเจ็บ โทรเรียกรถพยาบาลทันที

หากมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ให้โทรแจ้งการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ทันที เป็นอันดับแรก ไม่ควรเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บที่อาการหนักเอง (โดยเฉพาะกรณีสงสัยกระดูกสันหลัง/คอ) เว้นแต่อยู่ในจุดอันตราย ให้รอทีมกู้ชีพมาดำเนินการ

3. ถ่ายรูปเก็บหลักฐานให้ครบก่อนเคลื่อนย้ายรถ

หลักฐานคือสิ่งสำคัญที่สุดในการเคลม ควรถ่ายรูปและวิดีโอให้ครบ

เคล็ดลับ: ถ้ามีกล้องหน้ารถ (Dashcam) ให้เซฟคลิปช่วงเกิดเหตุไว้ทันที เพราะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด

4. แจ้งบริษัทประกันและจดข้อมูลคู่กรณี

โทรแจ้งบริษัทประกันของคุณ (เบอร์อยู่บนกรมธรรม์หรือบัตรประกัน) พร้อมแจ้งข้อมูล เลขกรมธรรม์ ทะเบียนรถ วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จากนั้นแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคู่กรณี ได้แก่ ชื่อ-เบอร์โทร ทะเบียนรถ และบริษัทประกันของอีกฝ่าย

5. รอเจ้าหน้าที่ประกันมาที่เกิดเหตุ

อยู่ในที่เกิดเหตุเพื่อรอเจ้าหน้าที่ประกัน (surveyor) มาตรวจสอบและออกเอกสาร ระหว่างนี้ไม่ควรตกลงเรื่องค่าเสียหายกับคู่กรณีเอง ให้บริษัทประกันเป็นผู้ดำเนินการเจรจาแทน

6. รับใบเคลมหรือใบเคลมชนกัน

เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง จะออก “ใบเคลม” ให้ ควรเก็บใบเคลมไว้เป็นหลักฐานสำหรับนำรถเข้าซ่อม กรณีที่รถทั้งสองฝ่ายมีประกันชั้น 1 และเป็นเหตุเล็กน้อยที่ตกลงกันได้ อาจใช้ “ใบเคลมชนกัน” (เคลมกลาง) โดยต่างฝ่ายต่างซ่อมกับประกันของตนเอง ทำให้จบเรื่องได้เร็วขึ้น

7. แจ้งความลงบันทึกประจำวัน (ถ้าจำเป็น)

กรณีมีผู้บาดเจ็บ/เสียชีวิต มีข้อพิพาท คู่กรณีหนี หรือประกันต้องการ ควรไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการเคลม

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน

กรณีความคุ้มครอง วงเงินสูงสุด (ต่อคน)
ค่าเสียหายเบื้องต้น – ค่ารักษาพยาบาล (ไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด) 30,000 บาท
ค่าเสียหายเบื้องต้น – เสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวร 35,000 บาท
ค่าสินไหมทดแทน – ค่ารักษาพยาบาล (เมื่อพิสูจน์แล้วว่าเป็นฝ่ายถูก) สูงสุด 80,000 บาท
ค่าสินไหมทดแทน – กรณีเสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง 500,000 บาท
ค่าสินไหมทดแทน – สูญเสียอวัยวะ (ตามระดับ) 200,000–500,000 บาท
ค่าชดเชยรายวัน (ผู้ป่วยใน สูงสุด 20 วัน) 200 บาท/วัน

ใบเคลมกับเอกสารชนแล้วแยก ต่างกันยังไง?

ใบเคลม เป็นเอกสารหรือหลักฐานที่บริษัทประกันใช้ประกอบการดำเนินการเคลมและนำรถเข้าซ่อม ชื่อเอกสารและรูปแบบอาจแตกต่างกันตามบริษัทค่ะ

ส่วน เอกสารชนแล้วแยก หรือ Knock for Knock ใช้ในกรณีที่เข้าเงื่อนไข เช่น รถทั้งสองฝ่ายมีประกันประเภท 1 และสามารถตกลงข้อเท็จจริงหรือความรับผิดกันได้ โดยกรอกและแลกเอกสารตามขั้นตอน แล้วติดต่อบริษัทประกันของตนเพื่อดำเนินการต่อ

แต่การมีประกันชั้น 1 ทั้งสองคันไม่ได้แปลว่าใช้วิธีนี้ได้ทุกเหตุการณ์นะคะ หากมีผู้บาดเจ็บ ความเสียหายรุนแรง ข้อมูลไม่ครบ หรือยังมีข้อโต้แย้ง ควรให้ตำรวจและประกันตรวจสอบก่อน และสอบถามบริษัทประกันภัยว่าอุบัติเหตุของเราใช้เอกสารนี้ได้หรือไม่

กรณีไม่มีคู่กรณี หรือถูกชนแล้วหนี ต้องทำยังไง?

ถ้าคุณชนเอง (เช่น ชนเสา ชนขอบทาง) หรือถูกชนแล้วคู่กรณีหลบหนี ยังสามารถเคลมได้ แต่ขึ้นอยู่กับประเภทประกันและหลักฐาน


สิ่งที่ควรทำเมื่อถูกชนแล้วหนี: จดจำ/ถ่ายทะเบียนรถคู่กรณีให้ได้, ตรวจดูคลิปจากกล้องหน้ารถและกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง, แล้วไปแจ้งความเพื่อเป็นหลักฐาน ก่อนแจ้งบริษัทประกัน

รถชนกันข้อมูลอะไรบ้างที่ต้องจดจากคู่กรณี

ในสถานการณ์จริงหลายคนลืมเก็บข้อมูลสำคัญเพราะตกใจ ลองใช้เช็กลิสต์นี้เพื่อไม่ให้พลาด

ข้อควรระวัง: อย่าเพิ่งตกลงจ่ายหรือรับเงินสดเพื่อจบเรื่องทันที เพราะความเสียหายที่แท้จริง เช่น อาการบาดเจ็บภายในหรือความเสียหายของรถ อาจมากกว่าที่เห็นในตอนแรก

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนกันใครเป็นฝ่ายผิด และเรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง?

โดยทั่วไปการพิจารณาฝ่ายผิดจะดูจากพฤติกรรมการขับขี่และกฎจราจร เช่น การชนท้ายมักถือว่าคันหลังเป็นฝ่ายผิด การฝ่าไฟแดง หรือการเปลี่ยนเลนกะทันหัน หากเป็นฝ่ายถูก คุณสามารถเรียกร้องได้ทั้งค่าซ่อมรถ ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถระหว่างซ่อม และค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้หากมีประกัน บริษัทประกันจะเป็นผู้ดำเนินการเรียกร้องแทนให้ ทำให้คุณไม่ต้องเจรจากับคู่กรณีเองโดยตรง

เบอร์โทรฉุกเฉินที่ควรบันทึกไว้

บันทึกเบอร์เหล่านี้ไว้ในโทรศัพท์ จะช่วยให้รับมือได้เร็วขึ้นเมื่อเกิดเหตุ

หน่วยงาน / บริการ เบอร์โทร
การแพทย์ฉุกเฉิน / เรียกรถพยาบาล 1669
ตำรวจ / เหตุด่วนเหตุร้าย 191
ตำรวจทางหลวง 1193
ศูนย์บริการทางด่วน (กทพ.) 1543
สายด่วน คปภ. (ร้องเรียนประกัน) 1186
บริษัทประกันของคุณ คลิกเพื่อดูเบอร์บริษัทประกันต่างๆ

เอกสารที่ควรเตรียมสำหรับเคลมประกันรถยนต์

สรุป

เมื่อรถชน สิ่งแรกที่ต้องดูแลคือความปลอดภัยของเรา ผู้โดยสาร และผู้บาดเจ็บค่ะ จากนั้นแจ้งเจ้าหน้าที่และประกัน เก็บหลักฐานเมื่อปลอดภัย และตรวจข้อมูลในเอกสารให้ถูกต้องก่อนดำเนินการต่อ

ส่วนจะเคลมค่าซ่อมได้หรือมีค่าเสียหายส่วนแรกเท่าไร ต้องดูกรมธรรม์และลักษณะเหตุ อย่าเพิ่งสรุปจากคำว่า “ไม่มีคู่กรณี” เพียงอย่างเดียว การเตรียมเบอร์ประกันและรู้ขั้นตอนไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้รับมือได้เป็นลำดับมากขึ้นนะคะ

อยากเข้าใจความคุ้มครองและขั้นตอนเคลมประกันภัยรถยนต์ ปรึกษากี้ได้ค่ะ

หากยังไม่แน่ใจว่าประกันรถของเราคุ้มครองกรณีไหนบ้าง หรืออยากเปรียบเทียบแผนก่อนต่อประกัน ติดต่อกี้เพื่อสอบถามรายละเอียดและเลือกความคุ้มครองให้เหมาะกับการใช้รถได้ค่ะ

เปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์ของคุณ คลิกที่นี่

หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมติดต่อกี้ได้ที่
ไลน์: kie.365
โทร: 064 – 536 – 3656

หรือ สมัครสมาชิกศรีกรุงโบรคเกอร์

(FAQ) คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับขั้นตอนเมื่อรถชน

Q: รถชนเล็กน้อย ต้องเรียกประกันไหม?
A: แนะนำให้แจ้งประกันทุกครั้งแม้เป็นเหตุเล็กน้อย เพื่อความเป็นธรรมและมีหลักฐาน เว้นแต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้และไม่มีความเสียหายที่ต้องเคลม

Q: เคลื่อนย้ายรถออกจากเลนได้เลยไหม?
A:ควรถ่ายรูปหลักฐานให้ครบก่อน แล้วจึงเคลื่อนย้ายรถหากกีดขวางการจราจรหรืออยู่ในจุดอันตราย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำ

Q: ไม่มีประกันภาคสมัครใจ ชนแล้วทำยังไง?
A:ยังมี พ.ร.บ. คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลของคน (ไม่คุ้มครองตัวรถ) ส่วนค่าซ่อมต้องเจรจากับคู่กรณีตามความรับผิด หากตกลงกันไม่ได้อาจต้องดำเนินการทางกฎหมาย


ข้อมูลในบทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทั่วไป ขั้นตอนและเงื่อนไขการเคลมอาจแตกต่างกันตามกรมธรรม์และบริษัทประกัน ควรตรวจ
สอบรายละเอียดกับบริษัทประกันของคุณโดยตรง หากเกิดเหตุที่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยแพทย์ฉุกเฉินเป็นลำดับแรกเสมอ

ประกันรถยนต์ชั้น 1, 2+, 3+ ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนให้คุ้มที่สุด

เวลาจะต่อประกันรถยนต์หรือซื้อประกันให้รถคันใหม่ หลายคนมักเจอคำถามเดิม ๆ ว่า “ประกันรถยนต์ชั้น 1, สองพลัส (2+) และสามพลัส (3+) ต่างกันยังไง แล้วควรเลือกแบบไหนถึงจะคุ้มที่สุด?” เพราะประกันรถแต่ละชั้นมีความคุ้มครองและเบี้ยประกันที่ต่างกันพอสมควร การเลือกผิดชั้นอาจทำให้คุณจ่ายแพงเกินความจำเป็น หรือแย่กว่านั้นคือได้ความคุ้มครองไม่พอในวันที่เกิดเรื่อง

บทความนี้จะสรุปความแตกต่างของประกันรถยนต์แต่ละชั้นแบบเข้าใจง่าย พร้อมตารางเปรียบเทียบ และแนวทางเลือกให้เหมาะกับรถและงบของคุณมากที่สุด อ่านจบแล้วตัดสินใจได้เลยว่าควรซื้อประกันชั้นไหน

Key Takeaways


ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจมีกี่ประเภท?

ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ดังนี้

วันนี้เรามา รู้จักประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ 3 ประเภท ที่ได้ยินกันบ่อยที่สุด คือ ประกันรถยนต์ประเภท 1 ประเภท 3 และประเภท 5 แบบสองพลัส (2+)  และสามพลัส (3+) โดยจุดต่างสำคัญอยู่ที่ “ความเสียหายต่อตัวรถของเราเอง” ว่าครอบคลุมมากน้อยแค่ไหน

สำหรับรถยนต์ทั่วไปที่ใช้บนถนน เจ้าของรถต้องจัดให้มีประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือ พ.ร.บ. ซึ่งคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้ประสบภัยจากรถตามกฎหมาย ไม่คุ้มครองค่าซ่อมรถและทรัพย์สิน ประกันภาคสมัครใจจึงช่วยเสริมความคุ้มครองในส่วนที่แตกต่างกัน

หมายเหตุ: ประกันภาคสมัครใจทั้งหมดนี้ แตกต่างจาก พ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งเป็นประกันภาคบังคับที่รถทุกคันต้องมีตามกฎหมาย โดย พ.ร.บ. จะคุ้มครองเฉพาะความเสียหายต่อ “บุคคล” (ค่ารักษา ค่าชดเชย) เท่านั้น ไม่คุ้มครองตัวรถ จึงควรมีประกันภาคสมัครใจเสริมด้วยค่ะ

ประกันรถยนต์ชั้น 1 คืออะไร? คุ้มครองอะไรบ้าง

ประกันประกันรถยนต์ชั้น 1 คือประกันที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมที่สุด เหมาะกับคนที่อยากอุ่นใจแบบไม่ต้องคิดมาก จุดเด่นคือคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถของเราเองแทบทุกกรณี ไม่ว่าจะมีคู่กรณีหรือไม่มีคู่กรณี

ความคุ้มครองหลัก:

เหมาะกับ: รถใหม่ป้ายแดง รถราคาสูง รถที่ยังผ่อนอยู่ (ไฟแนนซ์มักกำหนดให้ทำชั้น 1) และผู้ขับขี่มือใหม่หรือคนที่ขับในเมืองที่มีความเสี่ยงเฉี่ยวชนสูง

ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) คืออะไร? คุ้มครองอะไรบ้าง

ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) คือทางสายกลางระหว่างความคุ้มครองและราคา ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงชั้น 1 แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถของเรา เฉพาะกรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบก และต้องมีคู่กรณีเท่านั้น

ความคุ้มครองหลัก:

ข้อควรรู้: ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) ไม่คุ้มครอง กรณีชนแบบไม่มีคู่กรณี (เช่น ชนเสา ชนกำแพงเอง) และโดยทั่วไปไม่คุ้มครองการชนกับสิ่งที่ไม่ใช่ยานพาหนะทางบก เช่น ชนต้นไม้ ชนสัตว์ รวมถึงส่วนใหญ่ไม่รวมภัยน้ำท่วม (เว้นแต่ซื้อความคุ้มครองเพิ่ม)

เหมาะกับ: รถอายุ 5–7 ปีขึ้นไป ผู้ขับขี่ที่มีประสบการณ์และมั่นใจว่าขับระมัดระวัง แต่ยังอยากได้ความคุ้มครองรถหายและไฟไหม้ในราคาที่ประหยัดกว่าชั้น 1

ประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+) คืออะไร? คุ้มครองอะไรบ้าง

ประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+) คือ ตัวเลือกประหยัดที่ยังคุ้มครองตัวรถของเราอยู่บ้าง โดยคุ้มครองความเสียหายต่อรถของเรา เฉพาะกรณีชนกับยานพาหนะทางบกและมีคู่กรณีเท่านั้น เหมือนประกันรถบนต์ชั้นสองพลัส (2+) แต่ตัดความคุ้มครองรถหายและไฟไหม้ออกไป จึงมีเบี้ยที่ถูกลง

ความคุ้มครองหลัก:

สิ่งที่ไม่คุ้มครอง: รถสูญหาย ไฟไหม้ ภัยธรรมชาติ และการชนแบบไม่มีคู่กรณี

เหมาะกับ: รถอายุมาก (เกิน 7–10 ปี) รถที่มูลค่าไม่สูงแล้ว หรือคนที่ใช้รถน้อย ขับระวัง และเน้นประหยัดงบ แต่ยังอยากมีความคุ้มครองเวลาชนกับรถคันอื่น

แล้วประกันรถยนต์ชั้น 2 กับชั้น 3 ล่ะ ให้ความคุ้มครองอะไรบ้าง?

ประกันรถยนต์ชั้น 2 คุ้มครองรถสูญหายและไฟไหม้ รวมถึงความเสียหายต่อบุคคลภายนอก แต่ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถจากการชนจึงได้รับความนิยมน้อยกว่าประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+)

ประกันรถยนต์ชั้น 3 เป็นชั้นพื้นฐานที่สุด คุ้มครองเฉพาะความเสียหายต่อบุคคลภายนอก (คนและทรัพย์สินของคู่กรณี) ไม่คุ้มครองรถของเราเลย เบี้ยถูกที่สุดประมาณ 1,800–2,000 บาทต่อปี 

ตารางเปรียบเทียบประกันรถยนต์แต่ละชั้น

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองดูตารางเปรียบเทียบความคุ้มครองและเบี้ยประกันรถยนต์โดยประมาณของแต่ละชั้นด้านล่างนี้

*หมายเหตุ: ความคุ้มครองภัยธรรมชาติ/น้ำท่วมของชั้น 2+ และ 3+ โดยทั่วไปไม่รวมอยู่ในกรมธรรม์มาตรฐาน แต่บางบริษัทอาจให้ซื้อเพิ่มได้ 

เลือกประกันรถยนต์แบบไหนให้คุ้มกับการใช้งาน?

1. ประเมินเหตุที่ต้องการให้ประกันรถยนต์ช่วยรับภาระ

หากกังวลทั้งรถชนรถและการเฉี่ยวชนสิ่งของเอง ให้พิจารณาประกันรถยนต์ชั้น 1 หากยอมรับค่าซ่อมจากเหตุที่ไม่ได้ชนกับยานพาหนะทางบกได้ ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) หรือประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+) อาจเป็นทางเลือก ทั้งนี้ควรเปรียบเทียบใบเสนอราคาจริงก่อนตัดสินใจ

2. พิจารณาความเสี่ยงรถสูญหาย ไฟไหม้ และน้ำท่วม

หากต้องการความคุ้มครองรถสูญหายและไฟไหม้ ให้พิจารณาประกันรถยนต์ชั้น 1 หรือประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) ส่วนผู้ที่อยู่หรือเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมควรเลือกแผนที่ระบุความคุ้มครองน้ำท่วมชัดเจน พร้อมตรวจวงเงินและค่าเสียหายส่วนแรก

3. เปรียบเทียบทุนประกันรถยนต์และวงเงินความรับผิดต่อบุคคลภายนอก

แผนที่เบี้ยประกันรถยนต์ต่ำกว่าอาจมีทุนประกันหรือวงเงินความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกต่ำกว่า ควรเปรียบเทียบรายการเหล่านี้ร่วมกัน รวมถึงวงเงินต่อคนและต่อครั้งในส่วนความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย

4. ตรวจเงื่อนไขการซ่อมและค่าเสียหายส่วนแรก

ตรวจว่าเป็นการซ่อมศูนย์บริการหรือซ่อมอู่ และมีอู่ในพื้นที่ที่สะดวกหรือไม่ รวมถึงค่าเสียหายส่วนแรกที่ตกลงไว้ และค่าเสียหายส่วนแรกที่อาจเกิดตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ประกันรถยนต์ชั้น 1 จึงไม่ได้หมายความว่าผู้เอาประกันภัยไม่ต้องร่วมจ่ายในทุกเหตุ

5. แจ้งลักษณะการใช้รถให้ตรงกับความจริง

การใช้รถส่วนบุคคล รถรับจ้าง หรือรถให้เช่าอาจมีเงื่อนไขรับประกันรถยนต์ต่างกัน ควรแจ้งข้อมูลตามจริง และตรวจเงื่อนไขผู้ขับขี่ที่ระบุในกรมธรรม์ให้สอดคล้องกับผู้ใช้รถ

สิ่งที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับประกันรถยนต์มากที่สุด

หลายคนเข้าใจว่า รถเก่าแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำประกันรถยนต์ก็ได้ เพราะถ้าเป็นรอย หรือเสียหายเล็กน้อย สามารถขับขี่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องซ่อม แต่ทราบอะไรมั้ยคะว่า ความเสียหายที่อาจจะมากกว่าค่าซ่อมคือ เวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วเราเป็นฝ่ายผิด ต้องรับผิดชอบค่าซ่อมรถคู่กรณี หรือค่าเสียผลประโยชน์จากการใช้รถ หากไม่มีประกัน เราจะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบทั้งหมด จากประสบการณ์ที่เคยให้คำปรึกษาลูกค้า เคยเจอกรณีไม่มีประกันแล้วต้องชดเชยค่าเสียหายเอง ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้านเลยค่ะ เมื่อเทียบกับเบี้ยประกันรถยนต์ประเภท 3 แล้ว ความเสียหายที่เรารับผิดชอบเองสูงกว่าเบี้ยประกันรถยนต์หลายสิบเท่าเลยค่ะ

สรุป

หากต้องการความคุ้มครองรถของเราให้ครอบคลุมมากที่สุดให้พิจารณาประกันรถยนต์ชั้น 1 หากต้องการความคุ้มครองรถชนรถพร้อมรถสูญหายและไฟไหม้ ให้พิจารณาประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) ส่วนผู้ที่เน้นความรับผิดต่อบุคคลภายนอกและความคุ้มครองแบบรถชนรถ โดยยอมรับความเสี่ยงรถสูญหายหรือไฟไหม้ได้ อาจพิจารณาประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+)

เปรียบเทียบประกันรถยนต์ให้เหมาะกับรถและงบประมาณของคุณ

ก่อนต่อประกันครั้งถัดไป ลองเปรียบเทียบทั้งเบี้ยและความคุ้มครอง เพื่อเลือกแผนที่ตอบโจทย์การใช้รถของคุณ คลิกเปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์ ได้เลย หรือหากยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกประกันรถยนต์ไหนดี หรือต้องการให้ช่วยเปรียบเทียบทุนประกันที่มีความคุ้มครองน้ำท่วม และค่าเสียหายส่วนแรก สามารถติดต่อกี้เพื่อขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ไลน์: kie.365 หรือ โทร: 064 – 536 – 3656 ได้เลยนะคะ กี้ยินดีให้คำแนะนำค่ะ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันรถยนต์

Q: ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) กับสามพลัส (3+) ต่างกันตรงไหน?
A: ทั้งสองแบบมีความคุ้มครองพื้นฐานสำหรับรถของเราเมื่อชนกับยานพาหนะทางบก และระบุคู่กรณีได้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ โดยประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) เพิ่มความคุ้มครองรถสูญหายและไฟไหม้ ซึ่งไม่รวมอยู่ในความคุ้มครองพื้นฐานของประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+)

Q: ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) และชั้นสามพลัส (3+) คุ้มครองน้ำท่วมหรือไม่?
A: ต้องตรวจเช็กความคุ้มครองแต่ละแผน โดยความคุ้มครองพื้นฐานของส่วนรถชนรถไม่ได้ครอบคลุมน้ำท่วม แต่ประกันรถยนต์บางแผนเพิ่มความคุ้มครองน้ำท่วมไว้แล้ว โดยต้องดูวงเงินและเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์เพิ่มเติม 

Q: รถเก่ายังทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ได้หรือไม่?
A: อาจทำได้หากรุ่นรถ อายุรถ สภาพรถ และลักษณะการใช้งานผ่านเกณฑ์รับประกันของบริษัทนั้น รถเก่าไม่ได้ต้องเปลี่ยนเป็นประกันรถชั้นสองพลัส (2+) หรือชั้นสามพลัส (3+) เสมอไป ควรขอให้ตรวจสอบแผนที่รับประกันรถของคุณอีกครั้ง

Q: มีประกันรถยนต์ชั้น 1 แล้ว ต้องทำ พ.ร.บ. รถยนต์อีกหรือไม่?
A: สำหรับรถยนต์ทั่วไปที่ใช้บนถนน ยังต้องจัดให้มี พ.ร.บ. รถยนต์ตามกฎหมาย เพราะประกันรถชั้น 1 เป็นประกันภาคสมัครใจไม่สามารถใช้แทนประกันภัยภาคบังคับได้ โดย พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไม่ได้คุ้มครองค่าซ่อมรถหรือทรัพย์สิน 

หมายเหตุ: บทความนี้สรุปความคุ้มครองเพื่อประกอบการเลือกซื้อ การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและการรับประกันให้เป็นไปตามข้อเท็จจริง แบบกรมธรรม์ ตารางกรมธรรม์ เอกสารแนบท้าย และเงื่อนไขของบริษัทประกันภัยที่เลือก