
สิทธิ์ที่หลายคนไม่รู้ เมื่อรถเข้าซ่อมเพราะถูกชน เรียกได้ขั้นต่ำ 500 บาท/วัน
เมื่อรถของคุณถูกชนโดยที่คุณเป็นฝ่ายถูก และต้องนำรถเข้าซ่อมจนไม่มีรถใช้หลายวัน คุณมีสิทธิ์เรียก “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” จากประกันของคู่กรณีได้ แต่หลายคนไม่รู้สิทธิ์นี้ หรือถูกปฏิเสธจนยอมปล่อยผ่านไป บทความนี้จะอธิบายว่าค่าขาดประโยชน์คืออะไร ใครมีสิทธิ์เรียก อัตราขั้นต่ำเท่าไหร่ พร้อมขั้นตอนและเอกสารที่ต้องเตรียมแบบครบ เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ์ที่ควรได้อย่างเต็มที่
ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือเงินชดเชยที่คุณเรียกได้จากบริษัทประกันของคู่กรณี (ฝ่ายผิด) เพื่อชดเชยความไม่สะดวกจากการที่ไม่มีรถใช้ระหว่างที่รถเข้าซ่อม ถือเป็นค่าเสียหายทางแพ่งตามหลักละเมิด ไม่ใช่ความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. หรือประกันของเราเอง และเป็นสิทธิ์ที่แยกออกจากค่าซ่อมรถ

เงื่อนไขสำคัญคือคุณต้องเป็น “ฝ่ายถูก” และมีคู่กรณีที่เป็นฝ่ายผิดชัดเจน
หมายเหตุ: หากคุณเป็นฝ่ายผิด หรือเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี (เช่น ชนเอง) จะไม่สามารถเรียกค่าขาดประโยชน์ในลักษณะนี้ได้
สำนักงาน คปภ. ได้กำหนดอัตราขั้นต่ำของค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของผู้เสียหาย โดยแบ่งตามประเภทรถ
| ประเภทรถ | อัตราขั้นต่ำ (บาท/วัน) |
| รถยนต์ส่วนบุคคล ไม่เกิน 7 ที่นั่ง (เช่น รถเก๋ง) | 500 บาท |
| รถยนต์รับจ้างสาธารณะ ไม่เกิน 7 ที่นั่ง | 700 บาท |
| รถยนต์มากกว่า 7 ที่นั่ง (เช่น รถตู้ รถโดยสาร) | 1,000 บาท |
สำคัญ: ตัวเลขนี้เป็น “อัตราขั้นต่ำ” ที่ประกันต้องจ่าย หากคุณมีหลักฐานว่าเสียหายมากกว่านั้น เช่น ใบเสร็จค่าเช่ารถทดแทน หรือรายได้ที่ขาดหายไป ก็สามารถเรียกได้สูงกว่าอัตราขั้นต่ำ
| ตัวอย่างการคำนวณ รถเก๋งส่วนบุคคล เข้าซ่อม 10 วัน เพราะถูกชนและเป็นฝ่ายถูกคำนวณ: 10 วัน × 500 บาท = 5,000 บาท (อัตราขั้นต่ำ)หากมีใบเสร็จเช่ารถทดแทนวันละ 1,200 บาท ก็อาจเรียกได้ถึง 12,000 บาท |
| สิ่งที่ควรคำนึง • เก็บใบรับรถที่ระบุวันเข้า – ออกให้ครบ อย่าให้ขาดวัน• ยื่นเรื่องทันทีหลังรับรถ อย่าปล่อยไว้นานจนหลักฐานหาย• ถ้าประกันคู่กรณีเงียบหรือปฏิเสธ สามารถร้องเรียนสายด่วน คปภ. 1186 ได้ |

หากบริษัทประกันของคู่กรณีเพิกเฉยหรือปฏิเสธการจ่ายค่าขาดประโยชน์ที่เป็นสิทธิ์ของคุณ สามารถดำเนินการได้หลายทาง เริ่มจากทำหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการ ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ. ผ่านสายด่วน 1186 และหากยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถดำเนินการทางกฎหมาย (ฟ้องร้องทางแพ่ง) เพื่อเรียกค่าเสียหายได้ แต่ส่วนใหญ่มักจบด้วยการเจรจาเมื่อคุณมีเอกสารครบถ้วน
หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมติดต่อกี้ได้ที่
ไลน์ : kie.365
โทร : 064-536-3656
ลอง เปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์ของคุณได้ง่าย ๆ ที่นี่
หรือ สมัครสมาชิกศรีกรุง คลิกที่นี่
Q: เรียกค่าขาดประโยชน์ต้องมีประกันชั้น 1 ไหม?
A: ไม่จำเป็น เพราะเราเรียกจากประกันของคู่กรณี (ฝ่ายผิด) ไม่ใช่ประกันของเราเอง แม้เราไม่มีประกันภาคสมัครใจ แต่ถ้าเป็นฝ่ายถูกก็มีสิทธิ์เรียกได้
Q: เรียกได้ภายในกี่วันหลังเกิดเหตุ?
A: โดยหลักการเป็นค่าเสียหายทางแพ่งที่มีอายุความ แต่ควรยื่นเรื่องทันทีหลังรับรถออกจากอู่ เพื่อไม่ให้หลักฐานสูญหายและดำเนินการได้รวดเร็ว
Q: รถซ่อมนานผิดปกติ เรียกได้ทุกวันไหม?
A: โดยทั่วไปจะพิจารณาจากระยะเวลาซ่อมที่สมเหตุสมผลตามความเสียหายจริง หากซ่อมล่าช้าเกินควรจากสาเหตุอื่น อาจไม่ได้รับชดเชยทุกวัน
ข้อมูลในบทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทั่วไป อัตราและเงื่อนไขการเรียกร้องอาจแตกต่างกันตามกรณีและประกาศของ คปภ. ควรตรวจสอบรายละเอียดกับบริษัทประกันหรือสำนักงาน คปภ. (สายด่วน 1186) ก่อนดำเนินการทุกครั้ง

เวลาจะต่อประกันรถยนต์หรือซื้อประกันให้รถคันใหม่ หลายคนมักเจอคำถามเดิม ๆ ว่า “ประกันรถยนต์ชั้น 1, สองพลัส (2+) และสามพลัส (3+) ต่างกันยังไง แล้วควรเลือกแบบไหนถึงจะคุ้มที่สุด?” เพราะประกันรถแต่ละชั้นมีความคุ้มครองและเบี้ยประกันที่ต่างกันพอสมควร การเลือกผิดชั้นอาจทำให้คุณจ่ายแพงเกินความจำเป็น หรือแย่กว่านั้นคือได้ความคุ้มครองไม่พอในวันที่เกิดเรื่อง
บทความนี้จะสรุปความแตกต่างของประกันรถยนต์แต่ละชั้นแบบเข้าใจง่าย พร้อมตารางเปรียบเทียบ และแนวทางเลือกให้เหมาะกับรถและงบของคุณมากที่สุด อ่านจบแล้วตัดสินใจได้เลยว่าควรซื้อประกันชั้นไหน

ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ดังนี้
วันนี้เรามา รู้จักประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ 3 ประเภท ที่ได้ยินกันบ่อยที่สุด คือ ประกันรถยนต์ประเภท 1 ประเภท 3 และประเภท 5 แบบสองพลัส (2+) และสามพลัส (3+) โดยจุดต่างสำคัญอยู่ที่ “ความเสียหายต่อตัวรถของเราเอง” ว่าครอบคลุมมากน้อยแค่ไหน
สำหรับรถยนต์ทั่วไปที่ใช้บนถนน เจ้าของรถต้องจัดให้มีประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือ พ.ร.บ. ซึ่งคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้ประสบภัยจากรถตามกฎหมาย ไม่คุ้มครองค่าซ่อมรถและทรัพย์สิน ประกันภาคสมัครใจจึงช่วยเสริมความคุ้มครองในส่วนที่แตกต่างกัน
หมายเหตุ: ประกันภาคสมัครใจทั้งหมดนี้ แตกต่างจาก พ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งเป็นประกันภาคบังคับที่รถทุกคันต้องมีตามกฎหมาย โดย พ.ร.บ. จะคุ้มครองเฉพาะความเสียหายต่อ “บุคคล” (ค่ารักษา ค่าชดเชย) เท่านั้น ไม่คุ้มครองตัวรถ จึงควรมีประกันภาคสมัครใจเสริมด้วยค่ะ
ประกันประกันรถยนต์ชั้น 1 คือประกันที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมที่สุด เหมาะกับคนที่อยากอุ่นใจแบบไม่ต้องคิดมาก จุดเด่นคือคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถของเราเองแทบทุกกรณี ไม่ว่าจะมีคู่กรณีหรือไม่มีคู่กรณี
ความคุ้มครองหลัก:
เหมาะกับ: รถใหม่ป้ายแดง รถราคาสูง รถที่ยังผ่อนอยู่ (ไฟแนนซ์มักกำหนดให้ทำชั้น 1) และผู้ขับขี่มือใหม่หรือคนที่ขับในเมืองที่มีความเสี่ยงเฉี่ยวชนสูง
ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) คือทางสายกลางระหว่างความคุ้มครองและราคา ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงชั้น 1 แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถของเรา เฉพาะกรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบก และต้องมีคู่กรณีเท่านั้น
ความคุ้มครองหลัก:
ข้อควรรู้: ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) ไม่คุ้มครอง กรณีชนแบบไม่มีคู่กรณี (เช่น ชนเสา ชนกำแพงเอง) และโดยทั่วไปไม่คุ้มครองการชนกับสิ่งที่ไม่ใช่ยานพาหนะทางบก เช่น ชนต้นไม้ ชนสัตว์ รวมถึงส่วนใหญ่ไม่รวมภัยน้ำท่วม (เว้นแต่ซื้อความคุ้มครองเพิ่ม)
เหมาะกับ: รถอายุ 5–7 ปีขึ้นไป ผู้ขับขี่ที่มีประสบการณ์และมั่นใจว่าขับระมัดระวัง แต่ยังอยากได้ความคุ้มครองรถหายและไฟไหม้ในราคาที่ประหยัดกว่าชั้น 1
ประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+) คือ ตัวเลือกประหยัดที่ยังคุ้มครองตัวรถของเราอยู่บ้าง โดยคุ้มครองความเสียหายต่อรถของเรา เฉพาะกรณีชนกับยานพาหนะทางบกและมีคู่กรณีเท่านั้น เหมือนประกันรถบนต์ชั้นสองพลัส (2+) แต่ตัดความคุ้มครองรถหายและไฟไหม้ออกไป จึงมีเบี้ยที่ถูกลง
ความคุ้มครองหลัก:
สิ่งที่ไม่คุ้มครอง: รถสูญหาย ไฟไหม้ ภัยธรรมชาติ และการชนแบบไม่มีคู่กรณี
เหมาะกับ: รถอายุมาก (เกิน 7–10 ปี) รถที่มูลค่าไม่สูงแล้ว หรือคนที่ใช้รถน้อย ขับระวัง และเน้นประหยัดงบ แต่ยังอยากมีความคุ้มครองเวลาชนกับรถคันอื่น
ประกันรถยนต์ชั้น 2 คุ้มครองรถสูญหายและไฟไหม้ รวมถึงความเสียหายต่อบุคคลภายนอก แต่ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถจากการชนจึงได้รับความนิยมน้อยกว่าประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+)
ประกันรถยนต์ชั้น 3 เป็นชั้นพื้นฐานที่สุด คุ้มครองเฉพาะความเสียหายต่อบุคคลภายนอก (คนและทรัพย์สินของคู่กรณี) ไม่คุ้มครองรถของเราเลย เบี้ยถูกที่สุดประมาณ 1,800–2,000 บาทต่อปี
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองดูตารางเปรียบเทียบความคุ้มครองและเบี้ยประกันรถยนต์โดยประมาณของแต่ละชั้นด้านล่างนี้

*หมายเหตุ: ความคุ้มครองภัยธรรมชาติ/น้ำท่วมของชั้น 2+ และ 3+ โดยทั่วไปไม่รวมอยู่ในกรมธรรม์มาตรฐาน แต่บางบริษัทอาจให้ซื้อเพิ่มได้
หากกังวลทั้งรถชนรถและการเฉี่ยวชนสิ่งของเอง ให้พิจารณาประกันรถยนต์ชั้น 1 หากยอมรับค่าซ่อมจากเหตุที่ไม่ได้ชนกับยานพาหนะทางบกได้ ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) หรือประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+) อาจเป็นทางเลือก ทั้งนี้ควรเปรียบเทียบใบเสนอราคาจริงก่อนตัดสินใจ
หากต้องการความคุ้มครองรถสูญหายและไฟไหม้ ให้พิจารณาประกันรถยนต์ชั้น 1 หรือประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) ส่วนผู้ที่อยู่หรือเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมควรเลือกแผนที่ระบุความคุ้มครองน้ำท่วมชัดเจน พร้อมตรวจวงเงินและค่าเสียหายส่วนแรก
แผนที่เบี้ยประกันรถยนต์ต่ำกว่าอาจมีทุนประกันหรือวงเงินความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกต่ำกว่า ควรเปรียบเทียบรายการเหล่านี้ร่วมกัน รวมถึงวงเงินต่อคนและต่อครั้งในส่วนความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย
ตรวจว่าเป็นการซ่อมศูนย์บริการหรือซ่อมอู่ และมีอู่ในพื้นที่ที่สะดวกหรือไม่ รวมถึงค่าเสียหายส่วนแรกที่ตกลงไว้ และค่าเสียหายส่วนแรกที่อาจเกิดตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ประกันรถยนต์ชั้น 1 จึงไม่ได้หมายความว่าผู้เอาประกันภัยไม่ต้องร่วมจ่ายในทุกเหตุ
การใช้รถส่วนบุคคล รถรับจ้าง หรือรถให้เช่าอาจมีเงื่อนไขรับประกันรถยนต์ต่างกัน ควรแจ้งข้อมูลตามจริง และตรวจเงื่อนไขผู้ขับขี่ที่ระบุในกรมธรรม์ให้สอดคล้องกับผู้ใช้รถ
หลายคนเข้าใจว่า รถเก่าแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำประกันรถยนต์ก็ได้ เพราะถ้าเป็นรอย หรือเสียหายเล็กน้อย สามารถขับขี่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องซ่อม แต่ทราบอะไรมั้ยคะว่า ความเสียหายที่อาจจะมากกว่าค่าซ่อมคือ เวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วเราเป็นฝ่ายผิด ต้องรับผิดชอบค่าซ่อมรถคู่กรณี หรือค่าเสียผลประโยชน์จากการใช้รถ หากไม่มีประกัน เราจะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบทั้งหมด จากประสบการณ์ที่เคยให้คำปรึกษาลูกค้า เคยเจอกรณีไม่มีประกันแล้วต้องชดเชยค่าเสียหายเอง ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้านเลยค่ะ เมื่อเทียบกับเบี้ยประกันรถยนต์ประเภท 3 แล้ว ความเสียหายที่เรารับผิดชอบเองสูงกว่าเบี้ยประกันรถยนต์หลายสิบเท่าเลยค่ะ
หากต้องการความคุ้มครองรถของเราให้ครอบคลุมมากที่สุดให้พิจารณาประกันรถยนต์ชั้น 1 หากต้องการความคุ้มครองรถชนรถพร้อมรถสูญหายและไฟไหม้ ให้พิจารณาประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) ส่วนผู้ที่เน้นความรับผิดต่อบุคคลภายนอกและความคุ้มครองแบบรถชนรถ โดยยอมรับความเสี่ยงรถสูญหายหรือไฟไหม้ได้ อาจพิจารณาประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+)
ก่อนต่อประกันครั้งถัดไป ลองเปรียบเทียบทั้งเบี้ยและความคุ้มครอง เพื่อเลือกแผนที่ตอบโจทย์การใช้รถของคุณ คลิกเปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์ ได้เลย หรือหากยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกประกันรถยนต์ไหนดี หรือต้องการให้ช่วยเปรียบเทียบทุนประกันที่มีความคุ้มครองน้ำท่วม และค่าเสียหายส่วนแรก สามารถติดต่อกี้เพื่อขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ไลน์: kie.365 หรือ โทร: 064 – 536 – 3656 ได้เลยนะคะ กี้ยินดีให้คำแนะนำค่ะ
Q: ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) กับสามพลัส (3+) ต่างกันตรงไหน?
A: ทั้งสองแบบมีความคุ้มครองพื้นฐานสำหรับรถของเราเมื่อชนกับยานพาหนะทางบก และระบุคู่กรณีได้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ โดยประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) เพิ่มความคุ้มครองรถสูญหายและไฟไหม้ ซึ่งไม่รวมอยู่ในความคุ้มครองพื้นฐานของประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+)
Q: ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) และชั้นสามพลัส (3+) คุ้มครองน้ำท่วมหรือไม่?
A: ต้องตรวจเช็กความคุ้มครองแต่ละแผน โดยความคุ้มครองพื้นฐานของส่วนรถชนรถไม่ได้ครอบคลุมน้ำท่วม แต่ประกันรถยนต์บางแผนเพิ่มความคุ้มครองน้ำท่วมไว้แล้ว โดยต้องดูวงเงินและเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์เพิ่มเติม
Q: รถเก่ายังทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ได้หรือไม่?
A: อาจทำได้หากรุ่นรถ อายุรถ สภาพรถ และลักษณะการใช้งานผ่านเกณฑ์รับประกันของบริษัทนั้น รถเก่าไม่ได้ต้องเปลี่ยนเป็นประกันรถชั้นสองพลัส (2+) หรือชั้นสามพลัส (3+) เสมอไป ควรขอให้ตรวจสอบแผนที่รับประกันรถของคุณอีกครั้ง
Q: มีประกันรถยนต์ชั้น 1 แล้ว ต้องทำ พ.ร.บ. รถยนต์อีกหรือไม่?
A: สำหรับรถยนต์ทั่วไปที่ใช้บนถนน ยังต้องจัดให้มี พ.ร.บ. รถยนต์ตามกฎหมาย เพราะประกันรถชั้น 1 เป็นประกันภาคสมัครใจไม่สามารถใช้แทนประกันภัยภาคบังคับได้ โดย พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไม่ได้คุ้มครองค่าซ่อมรถหรือทรัพย์สิน
หมายเหตุ: บทความนี้สรุปความคุ้มครองเพื่อประกอบการเลือกซื้อ การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและการรับประกันให้เป็นไปตามข้อเท็จจริง แบบกรมธรรม์ ตารางกรมธรรม์ เอกสารแนบท้าย และเงื่อนไขของบริษัทประกันภัยที่เลือก