สมัครร่วมทีมวันนี้ รับเว็บไซต์ + แบนเนอร์ มูลค่ากว่า 10,000 บาท ฟรี!! สมัครเลย คลิก

เป็นตัวแทนประกันชีวิตอยู่แล้ว ควรขายประกันวินาศภัยด้วยไหม? 7 เหตุผลที่ควรพิจารณา

เป็นอีกคำถามที่ถูกถามบ่อยมากเลยค่ะ ตัวแทนประกันชีวิตหลายคนเริ่มสนใจ เพราะในความเป็นจริง ลูกค้าหนึ่งคนไม่ได้มีความต้องการเพียงเรื่องประกันชีวิตหรือสุขภาพเท่านั้น ลูกค้าคนเดียวกันอาจมีทั้งรถยนต์ที่ต้องต่อประกันทุกปี, มีบ้านและทรัพย์สินที่ต้องการความคุ้มครอง, มีการเดินทางต่างประเทศ, มีธุรกิจ ร้านค้า หรือสำนักงาน, มีทรัพย์สินหรือวิชาชีพที่ต้องการโอนย้ายความเสี่ยงและความรับผิดด้านอื่น ๆ

ดังนั้น หากถามว่า ตัวแทนประกันชีวิตควรขายประกันวินาศภัยด้วยไหม?

คำตอบคือ เป็นเรื่องที่ดีมากหากเราสามารถต่อยอดความรู้ด้านประกันวินาศภัยเพื่อดูแลลูกค้าเดิมได้หลายด้านขึ้น เพิ่มผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ความเสี่ยงอื่น มีโอกาสพบลูกค้าจากประกันประเภทใหม่  เพิ่มจุดติดต่อกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

“ลูกค้าหนึ่งคน เราดูแลเขาได้ดีขึ้น”

Key Takeaway

7 เหตุผลที่ตัวแทนประกันชีวิตอาจพิจารณาขายประกันวินาศภัยเพิ่ม

สำหรับตัวแทนประกันชีวิตที่มีฐานลูกค้าและมีประสบการณ์ดูแลความคุ้มครองอยู่แล้ว การเพิ่มประกันวินาศภัยเข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือก อาจช่วยให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งเรื่องรถยนต์ บ้าน ทรัพย์สิน อุบัติเหตุ และความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจากงานเดิม แต่เป็นการต่อยอดจากความสัมพันธ์และความไว้วางใจที่มีอยู่ ลองมาดู 7 เหตุผลที่ตัวแทนประกันชีวิตอาจพิจารณาเพิ่มประกันวินาศภัยไว้ในบริการของตนเอง

1. ฐานลูกค้าเดิมมีความต้องการด้านประกันภัยอยู่แล้ว

ข้อได้เปรียบสำคัญของผู้ที่ทำงานด้านประกันชีวิตมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง คือการมีฐานลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจและอยู่ในความดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยลูกค้าเหล่านี้จำนวนไม่น้อยอาจมีรถยนต์ บ้าน การเดินทาง หรือประกอบธุรกิจ ซึ่งล้วนมีความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการ

ดังนั้น การเริ่มต้นให้บริการด้านประกันวินาศภัยจึงไม่จำเป็นต้องมุ่งหาลูกค้ารายใหม่หรือเริ่มต้นจากบุคคลที่ไม่เคยรู้จักเสมอไป แต่สามารถเริ่มจากการสอบถามและประเมินความต้องการของลูกค้าเดิม พร้อมแนะนำความคุ้มครองที่เหมาะสม โดยต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตใบอนุญาตและสิทธิในการประกอบวิชาชีพอย่างถูกต้อง

2. ประกันรถยนต์มีรอบการต่ออายุที่ช่วยสร้างโอกาสในการดูแลลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ

ประกันชีวิตโดยทั่วไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้ความคุ้มครองในระยะยาว ขณะที่ประกันวินาศภัยหลายประเภท โดยเฉพาะประกันรถยนต์ จะมีระยะเวลาคุ้มครองและรอบการต่ออายุตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์

ลักษณะดังกล่าวทำให้เกิดโอกาสในการกลับมาติดต่อและดูแลลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ก่อนถึงวันสิ้นสุดความคุ้มครอง ผู้ให้บริการสามารถช่วยลูกค้าทบทวนประเด็นสำคัญ เช่น

การติดต่อกับลูกค้าจึงไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่ต้องการนำเสนอประกันชีวิตเพิ่มเติม แต่สามารถเกิดขึ้นจากการให้บริการและการทบทวนความคุ้มครองที่ลูกค้ามีอยู่จริง

3. เพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากความต้องการที่หลากหลายของฐานลูกค้าเดิม

เมื่อผู้ให้บริการสามารถดูแลผลิตภัณฑ์ประกันภัยได้หลากหลายประเภทมากขึ้น ย่อมมีโอกาสสร้างรายได้จากความต้องการหลายด้านของลูกค้าแต่ละราย

ตัวอย่างเช่น ลูกค้าหนึ่งครอบครัวอาจมีทั้งประกันชีวิต ประกันสุขภาพ รถยนต์สามคัน บ้าน และความต้องการทำประกันเดินทาง ดังนั้น แทนที่จะมองลูกค้าเพียงในฐานะ “ลูกค้าหนึ่งคน” อาจพิจารณาในภาพรวมว่าเป็น “หนึ่งครอบครัวที่มีความเสี่ยงหลายประเภทและต้องการความคุ้มครองที่แตกต่างกัน”

อย่างไรก็ตาม การสร้างรายได้ไม่ควรเป็นเหตุผลเพียงประการเดียวในการแนะนำผลิตภัณฑ์ การเสนอขายทุกครั้งควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ความเหมาะสมของความคุ้มครอง และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน

4. มีโอกาสติดต่อและดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องผ่านการให้บริการที่เป็นรูปธรรม

หนึ่งในปัญหาที่ผู้ทำงานด้านประกันชีวิตบางรายอาจพบ คือไม่ทราบว่าควรติดต่อกับลูกค้าในเรื่องใด นอกเหนือจากการเสนอขายผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม

หากสามารถดูแลลูกค้าได้ครอบคลุมหลายด้าน การติดต่อย่อมเกิดขึ้นจากการให้บริการที่มีประโยชน์ต่อผู้เอาประกันภัยอย่างแท้จริง เช่น

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการกับลูกค้าจึงมีโอกาสเปลี่ยนจากภาพของ “ผู้ที่ติดต่อมาเมื่อต้องการเสนอขายประกัน” ไปสู่การเป็น “ผู้ที่ลูกค้านึกถึงเมื่อมีคำถามหรือปัญหาเกี่ยวกับความเสี่ยงและการประกันภัย”

5. ประกันวินาศภัยอาจเป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าถึงลูกค้าประกันชีวิตรายใหม่

การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากประกันชีวิตเสมอไป ในบางกรณี ลูกค้าอาจรู้จักผู้ให้บริการเป็นครั้งแรกจากการต่อ พ.ร.บ. การต่อประกันรถยนต์ การซื้อประกันเดินทาง หรือการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับประกันบ้าน

หากผู้ให้บริการสามารถให้ข้อมูลได้อย่างชัดเจน ให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ และดูแลลูกค้าเมื่อเกิดปัญหา ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจก็อาจค่อย ๆ พัฒนาขึ้นตามลำดับ

เมื่อถึงเวลาที่ลูกค้าเริ่มให้ความสนใจเรื่องประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือการวางแผนความคุ้มครองให้ครอบครัว ลูกค้าอาจนึกถึงผู้ที่ให้บริการและดูแลตนมาอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับแรก

ด้วยเหตุนี้ ประกันวินาศภัยจึงไม่ได้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มเข้ามาในรายการเสนอขายเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์และต่อยอดการดูแลลูกค้าในระยะยาวได้อีกด้วย

6. ช่วยให้สามารถวางแผนและบริหารความเสี่ยงของลูกค้าได้อย่างรอบด้าน

เมื่อพิจารณางานด้านประกันภัยในมุมของการบริหารความเสี่ยง จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทมีบทบาทและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ได้แก่

เมื่อนำความคุ้มครองแต่ละด้านมาพิจารณาร่วมกัน ผู้ให้บริการจะสามารถมองเห็นภาพรวมของลูกค้าได้กว้างขึ้น จากเดิมที่อาจเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “วันนี้ควรเสนอขายผลิตภัณฑ์ใด” ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า คือ “ลูกค้ารายนี้มีความเสี่ยงด้านใดที่ควรได้รับการบริหารจัดการ”

7. ต่อยอดบทบาทจากผู้ขายประกันไปสู่ผู้ให้คำปรึกษาด้านการบริหารความเสี่ยง

ในระยะยาว ความแตกต่างของผู้ประกอบวิชาชีพด้านประกันภัยอาจไม่ได้พิจารณาจากจำนวนผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำเสนอได้เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำความเข้าใจลูกค้า วิเคราะห์ความต้องการ และช่วยให้ลูกค้าเลือกความคุ้มครองที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเอง

การศึกษาและทำความเข้าใจทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัยจึงช่วยเพิ่มมุมมองในการวิเคราะห์ความเสี่ยงได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น และสามารถต่อยอดบทบาทจาก “ผู้ขายประกัน” ไปสู่ “ผู้ให้คำปรึกษาที่สามารถดูแลความเสี่ยงของลูกค้าได้หลายด้าน”

อย่างไรก็ตาม การขยายขอบเขตการให้บริการต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง การให้ข้อมูลอย่างถูกต้อง และการปฏิบัติงานภายใต้ขอบเขตใบอนุญาตของแต่ละประเภทอย่างเคร่งครัด

แนวทางเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มขายประกันวินาศภัยเพิ่มเติม

สำหรับผู้ที่เป็นตัวแทนประกันชีวิตอยู่แล้ว และต้องการขยายงานไปสู่ประกันวินาศภัย แนะนำให้เตรียมความพร้อมเป็นลำดับ เพื่อให้สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างเหมาะสม ดังนี้

หัวใจสำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องรีบขายประกันวินาศภัยทุกประเภทพร้อมกัน แต่ควรเริ่มจากการสร้างความรู้ ระบบงาน และความพร้อมในการดูแลลูกค้าให้มั่นคงก่อน แล้วจึงค่อยขยายขอบเขตงานตามความเหมาะสมช

สรุป

สำหรับคำถามว่า ตัวแทนประกันชีวิตควรขายประกันวินาศภัยด้วยหรือไม่ คำตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับโอกาสด้านรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจากความพร้อมในการขยายขอบเขตการดูแลลูกค้า ความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนความสามารถในการให้บริการอย่างต่อเนื่อง

การมีฐานลูกค้าประกันชีวิตอยู่แล้วถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะลูกค้ารายเดิมอาจมีความต้องการด้านประกันภัยอื่นเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นประกันรถยนต์ ประกันบ้านและทรัพย์สิน ประกันอุบัติเหตุ หรือประกันการเดินทาง การศึกษาและเพิ่มความรู้ด้านประกันวินาศภัยจึงช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถพิจารณาความเสี่ยงของลูกค้าได้ในมุมที่กว้างขึ้น

เป้าหมายของการเพิ่มประกันวินาศภัยไม่ควรเป็นเพียงการเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ที่สามารถเสนอได้ แต่ควรเป็นการเพิ่มความสามารถในการดูแลลูกค้าให้ครอบคลุมและเหมาะสมยิ่งขึ้น

ภายใต้แนวคิดว่า “ลูกค้าหนึ่งคน เราดูแลเขาได้ดีขึ้น”

ปรึกษาเรื่องการเริ่มต้นเป็นนายหน้าประกันวินาศภัย

หากอยากเริ่มเป็นนายหน้าประกันวินาศภัย สามารถปรึกษากี้เพื่อช่วยตรวจขั้นตอนที่เหมาะได้ค่ะ ติดต่อกี้ได้ที่

ไลน์ : kie.365
โทร : 064 – 536 – 3656

หรือ คลิกสมัครสมาชิกศรีกรุง  

FAQ: คำถามที่พบบ่อย

Q: : เป็นตัวแทนประกันชีวิตอยู่แล้ว ทำไมจึงควรพิจารณาเป็นนายหน้าประกันวินาศภัยเพิ่ม?
A:
เพราะลูกค้าหนึ่งรายอาจมีความต้องการด้านการประกันภัยมากกว่าประกันชีวิตและประกันสุขภาพ เช่น ประกันรถยนต์ ประกันบ้าน ประกันอุบัติเหตุ ประกันเดินทาง หรือประกันสำหรับธุรกิจ การมีความรู้และใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับประกันวินาศภัยจึงช่วยให้สามารถดูแลความต้องการของลูกค้าได้ครอบคลุมมากขึ้น

Q: การเป็นนายหน้าประกันวินาศภัยเพิ่ม ช่วยต่อยอดฐานลูกค้าประกันชีวิตเดิมได้อย่างไร?
A:
ตัวแทนประกันชีวิตที่มีฐานลูกค้าเดิมอยู่แล้วสามารถเริ่มจากการสำรวจความต้องการด้านประกันภัยอื่นของลูกค้า เช่น รถยนต์ บ้าน หรือการเดินทาง ทำให้ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการหาลูกค้ารายใหม่เพียงอย่างเดียว และยังช่วยเพิ่มโอกาสในการดูแลลูกค้าเดิมอย่างต่อเนื่อง

Q: ประกันวินาศภัยช่วยให้ตัวแทนประกันชีวิตดูแลลูกค้าได้ต่อเนื่องขึ้นหรือไม่?
A:
ช่วยได้ โดยเฉพาะประกันวินาศภัยบางประเภทที่มีรอบการต่ออายุ เช่น ประกันรถยนต์ ซึ่งทำให้มีโอกาสติดต่อ ทบทวนความคุ้มครอง และติดตามความต้องการของลูกค้าเป็นระยะ การติดต่อกับลูกค้าจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีการเสนอประกันชีวิตเพิ่มเติมเท่านั้น

Q: การเพิ่มประกันวินาศภัยช่วยสร้างโอกาสด้านรายได้ให้ตัวแทนประกันชีวิตได้อย่างไร?
A:
เมื่อลูกค้ารายเดิมมีความต้องการด้านประกันภัยหลายประเภท ผู้ให้บริการที่มีใบอนุญาตและความรู้ที่เหมาะสมย่อมมีโอกาสสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายขึ้น อย่างไรก็ตาม การแนะนำประกันควรพิจารณาจากความต้องการและความเหมาะสมของลูกค้าเป็นสำคัญ ไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะเรื่องรายได้หรือค่าตอบแทน

อยากมีบัตรนายหน้าประกันวินาศภัย เริ่มต้นยังไง? พร้อมวิธีการสมัครครบทุกขั้นตอนสำหรับมือใหม่

อาชีพนายหน้าประกันวินาศภัยกำลังได้รับความนิยม เพราะเริ่มต้นได้ด้วยเงินลงทุนน้อยและมีโอกาสสร้างรายได้ต่อเนื่อง แต่การจะเป็นนายหน้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายและรับค่าคอมมิชชั่นได้เต็มรูปแบบ คุณต้องมี “บัตรนายหน้า” หรือใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัยที่ออกโดย คปภ. ก่อน บทความนี้จะสรุปให้ครบว่าอยากมีบัตรนายหน้าต้องเริ่มยังไง มีขั้นตอนอะไรบ้าง สอบวิชาอะไร ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เพื่อให้มือใหม่เตรียมตัวได้ถูกทาง

Key Takeaways

บัตรนายหน้าประกันวินาศภัยคืออะไร?

บัตรนายหน้าประกันวินาศภัย คือ ใบอนุญาตที่ออกโดยสำนักงาน คปภ. ให้ผู้ที่ผ่านการสอบความรู้ สามารถทำหน้าที่เป็นนายหน้าชี้ช่องหรือจัดการให้มีการทำประกันวินาศภัย (เช่น ประกันรถยนต์ อัคคีภัย และประกันภัยเบ็ดเตล็ด) ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีสิทธิ์รับค่าบำเหน็จ (ค่าคอมมิชชั่น) จากบริษัทประกัน

หมายเหตุ: บัตรนายหน้าประกันวินาศภัยและประกันชีวิตเป็นคนละใบ หากต้องการขายทั้งสองประเภทต้องสอบและขอใบอนุญาตแยกกัน

คุณสมบัติผู้สมัครสอบนายหน้าประกันวินาศภัย

ขั้นตอนการมีใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย

1. สมัครสอบและสอบผ่านความรู้

สำหรับมือใหม่ทั่วไป ให้เลือกสอบนายหน้าประกันวินาศภัยประเภทชี้ช่องหรือจัดการให้มีการประกันภัยโดยตรง ข้อสอบ 120 ข้อ ใช้เวลา 3 ชั่วโมง แบ่งเป็นจรรยาบรรณ 10 ข้อ ความรู้ทั่วไป 70 ข้อ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย 20 ข้อ และพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย 20 ข้อค่ะ

เกณฑ์ผ่านคือจรรยาบรรณได้อย่างน้อย 70% และอีก 3 หมวดรวมกันได้อย่างน้อย 60% ต้องผ่านทั้งสองเงื่อนไขในการสอบครั้งเดียวกัน ผลสอบผ่านใช้ได้ไม่เกิน 2 ปีจนถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาต ดูรายละเอียดในหลักสูตรและเกณฑ์สอบของ คปภ.

โดยสามารถเลือกสอบนายหน้าประกันวินาศภัย ช่องทางไหนก็ได้ตามสะดวกค่ะ

2. อบรมหลักสูตร “ขอรับใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย”

ต้องผ่านหลักสูตรขอรับใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัยอย่างน้อย 10 ชั่วโมงกับหน่วยงานที่ คปภ. ให้ความเห็นชอบ และผ่านการอบรมไม่เกิน 1 ปีก่อนวันยื่นคำขอค่ะ

ช่องทางการอบรม เลือกช่องทางไหนก็ได้ตามสะดวกได้เลย ดังนี้ค่ะ

ทั้งนี้ ข้อ 1 และข้อ 2 สามารถเลือกทำอันไหนก่อนก็ได้ค่ะ โดยอบรมก่อนสอบหรือสอบก่อนอบรมก็ได้ แต่โดยทั่วไปนิยมสอบให้ผ่านก่อนแล้วจึงอบรมค่ะ ซึ่งผลสอบอยู่ได้ 2 ปี และผลอบรมอยู่ได้ 1 ปี

3. ขึ้นทะเบียนขอรับใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย ผ่านระบบ E-licensing

เมื่อข้อมูลผลสอบและผลอบรมพร้อมแล้ว จึงยื่นคำขอผ่าน E-Licensing ของ คปภ. เตรียมข้อมูลและเอกสารตามรายการที่ระบบเรียกขอ ตรวจชื่อ เลขบัตรประชาชน และประเภทใบอนุญาตให้ตรงกันค่ะ

📌ขั้นตอนการลงทะเบียน 
1. เพิ่มเพื่อน และยืนยันตัวตนที่  Line @OICConnect
2. ลงทะเบียนเข้าใช้ระบบ E-Licensing
หรือ Application : คนกลางForSure 
Download ได้ทั้ง App Store  และ Google Play

📌คลิปสอนวิธีลงทะเบียนเข้าใช้งานระบบ E-Licensing 

📌คู่มือการใช้งานระบบ e-Licensing สำหรับตัวแทนนายหน้า 
ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ สำนักงาน คปภ.
ระบบ e-Licensing 080-0736623 / 080-0736625 / 080-0736635

บัตรนายหน้าประกันวินาศภัยมีอายุกี่ปี?

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัยสำหรับบัตรใบแรกมีอายุ 1 ปี ต่ออายุครั้งที่ 1 และ 2 ครั้งละ 1 ปี เมื่อได้ต่ออายุครบสองคราวติดต่อกันแล้ว การต่ออายุครั้งถัดไปจึงมีอายุครั้งละ 5 ปี ต้องยื่นคำขอภายใน 2 เดือนก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุค่ะ

การต่ออายุใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัยครั้งที่ 1 – 3 ต้องอบรมตามหลักสูตร อย่างน้อย 10 ชั่วโมง ส่วนครั้งที่ 4 เป็นต้นไป ต้องสะสมการอบรมอย่างน้อย 50 ชั่วโมงในช่วง 5 ปีก่อนยื่นต่ออายุบัตร เว้นแต่เข้าเงื่อนไขลดชั่วโมงตามประกาศของสำนักงาน คปภ. ควรเช็กหลักสูตรและสิทธิของตัวเองก่อนจองอบรม

บทสรุป

การมีใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัยไม่ได้สิ้นสุดเพียงการสอบผ่าน แต่ประกอบด้วยหลายขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจสอบคุณสมบัติ การผ่านการทดสอบความรู้ การอบรมตามหลักสูตรตามที่สำนักงาน คปภ. กำหนด และการยื่นคำขอรับใบอนุญาตผ่านระบบ E-Licensing

ผู้ที่สนใจประกอบอาชีพนี้จึงควรวางแผนระยะเวลาของผลสอบและผลการอบรมให้เหมาะสม รวมถึงตรวจสอบข้อมูลและเอกสารให้ครบถ้วนก่อนยื่นคำขอ เมื่อได้รับใบอนุญาตและตรวจสอบสถานะเรียบร้อยแล้ว จึงสามารถเริ่มต้นประกอบอาชีพนายหน้าประกันวินาศภัยได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นอกจากนี้ ควรวางแผนการอบรมและการต่ออายุใบอนุญาตล่วงหน้า เพื่อให้ใบอนุญาตมีผลต่อเนื่องและสามารถประกอบอาชีพได้อย่างราบรื่นในระยะยาว

ปรึกษาการเตรียมสอบและสมัครสมาชิกศรีกรุงโบรคเกอร์

หากต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมสอบ การอบรม การวางแผนขอรับใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย หรือสนใจสมัครสมาชิกศรีกรุงโบรคเกอร์ คลิกสมัครสมาชิกศรีกรุงโบรคเกอร์ ได้เลยค่ะ และหากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมติดต่อกี้ได้ที่

ไลน์ : kie.365
โทร : 064 – 536 – 3656

(FAQ) คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการมีบัตรนายหน้าประกันวินาศภัย

Q: ไม่มีความรู้ด้านประกันมาก่อน สอบได้ไหม?
A: ได้ เพราะเนื้อหาสอบมีขอบเขตชัดเจนและมีวิดีโอติว/หนังสือเตรียมสอบให้ศึกษา หากตั้งใจอ่านและทำแนวข้อสอบ ส่วนใหญ่สามารถสอบผ่านได้ในครั้งแรกเลยค่ะ

Q: ต้องอบรมก่อนสอบไหม?
A: การสอบและการอบรมขอรับใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย สามารถทำเรื่องไหนก่อนก็ได้ตามตารางที่เราสะดวกค่ะ ทำครบ 2 เรื่องนี้แล้ว สามารถขึ้นทะเบียนใบอนุญาตฯ ได้ค่ะ

Q: สอบไม่ผ่าน สมัครสอบใหม่ได้ไหม?
A: ได้ สามารถสมัครสอบใหม่ในรอบถัดไปได้ โดยชำระค่าสมัครสอบใหม่ตามปกติค่ะ

Q: สมัครสมาชิกศรีกรุงฯ แล้ว ถือว่าได้รับบัตรนายหน้าหรือยัง?
A: ไม่ถือว่าได้รับใบอนุญาต การเป็นสมาชิกศรีกรุงโบรคเกอร์ ผลการสอบ และใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัยเป็นคนละส่วนกัน ผู้ที่ต้องการทำหน้าที่เป็นนายหน้าประกันวินาศภัยต้องมีคุณสมบัติครบ ผ่านการสอบและการอบรม ยื่นคำขอ และได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนตามขั้นตอนที่กำหนด

ข้อมูลในบทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทั่วไป ขั้นตอน วิชาสอบ ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศล่าสุดของสำนักงาน คปภ. และสถาบันที่จัดสอบ ควรตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดจากเว็บไซต์ คปภ. หรือศูนย์สอบโดยตรงก่อนสมัครทุกครั้ง

ขั้นตอนการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ฉบับเข้าใจง่าย

สิทธิ์ที่หลายคนไม่รู้ เมื่อรถเข้าซ่อมเพราะถูกชน เรียกได้ขั้นต่ำ 500 บาท/วัน

เมื่อรถของคุณถูกชนโดยที่คุณเป็นฝ่ายถูก และต้องนำรถเข้าซ่อมจนไม่มีรถใช้หลายวัน คุณมีสิทธิ์เรียก “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” จากประกันของคู่กรณีได้ แต่หลายคนไม่รู้สิทธิ์นี้ หรือถูกปฏิเสธจนยอมปล่อยผ่านไป บทความนี้จะอธิบายว่าค่าขาดประโยชน์คืออะไร ใครมีสิทธิ์เรียก อัตราขั้นต่ำเท่าไหร่ พร้อมขั้นตอนและเอกสารที่ต้องเตรียมแบบครบ เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ์ที่ควรได้อย่างเต็มที่

Key Takeaways

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คืออะไร?

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือเงินชดเชยที่คุณเรียกได้จากบริษัทประกันของคู่กรณี (ฝ่ายผิด) เพื่อชดเชยความไม่สะดวกจากการที่ไม่มีรถใช้ระหว่างที่รถเข้าซ่อม ถือเป็นค่าเสียหายทางแพ่งตามหลักละเมิด ไม่ใช่ความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. หรือประกันของเราเอง และเป็นสิทธิ์ที่แยกออกจากค่าซ่อมรถ

ใครมีสิทธิ์เรียกค่าขาดประโยชน์?

เงื่อนไขสำคัญคือคุณต้องเป็น “ฝ่ายถูก” และมีคู่กรณีที่เป็นฝ่ายผิดชัดเจน

หมายเหตุ: หากคุณเป็นฝ่ายผิด หรือเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี (เช่น ชนเอง) จะไม่สามารถเรียกค่าขาดประโยชน์ในลักษณะนี้ได้

อัตราค่าขาดประโยชน์ขั้นต่ำ (ตาม คปภ.)

สำนักงาน คปภ. ได้กำหนดอัตราขั้นต่ำของค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของผู้เสียหาย โดยแบ่งตามประเภทรถ

ประเภทรถ อัตราขั้นต่ำ (บาท/วัน)
รถยนต์ส่วนบุคคล ไม่เกิน 7 ที่นั่ง (เช่น รถเก๋ง) 500 บาท
รถยนต์รับจ้างสาธารณะ ไม่เกิน 7 ที่นั่ง 700 บาท
รถยนต์มากกว่า 7 ที่นั่ง (เช่น รถตู้ รถโดยสาร) 1,000 บาท

สำคัญ: ตัวเลขนี้เป็น “อัตราขั้นต่ำ” ที่ประกันต้องจ่าย หากคุณมีหลักฐานว่าเสียหายมากกว่านั้น เช่น ใบเสร็จค่าเช่ารถทดแทน หรือรายได้ที่ขาดหายไป ก็สามารถเรียกได้สูงกว่าอัตราขั้นต่ำ

ตัวอย่างการคำนวณ
รถเก๋งส่วนบุคคล เข้าซ่อม 10 วัน เพราะถูกชนและเป็นฝ่ายถูกคำนวณ: 10 วัน × 500 บาท = 5,000 บาท (อัตราขั้นต่ำ)หากมีใบเสร็จเช่ารถทดแทนวันละ 1,200 บาท ก็อาจเรียกได้ถึง 12,000 บาท

ขั้นตอนการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์

  1. ยืนยันว่าเป็นฝ่ายถูก จากใบเคลมหรือบันทึกประจำวัน ที่ระบุว่าคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด
  2. นำรถเข้าซ่อมและขอ “ใบรับรถ” ที่ระบุวันที่นำรถเข้าและวันที่รับรถออกอย่างชัดเจน เพราะเป็นหลักฐานนับจำนวนวัน
  3. ทำหนังสือเรียกร้อง ระบุจำนวนวันที่ซ่อม คูณด้วยอัตราต่อวัน พร้อมแนบเอกสารประกอบ
  4. ยื่นเรื่องกับบริษัทประกันของคู่กรณี ส่งเอกสารทั้งหมดและเจรจาตกลงจำนวนเงิน
  5. ติดตามผลและรับเงินชดเชย หากตกลงได้ ประกันจะโอนเงินค่าขาดประโยชน์ให้ตามที่ตกลง

เอกสารที่ต้องเตรียมในการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์

สิ่งที่ควรคำนึง
• เก็บใบรับรถที่ระบุวันเข้า – ออกให้ครบ อย่าให้ขาดวัน• ยื่นเรื่องทันทีหลังรับรถ อย่าปล่อยไว้นานจนหลักฐานหาย• ถ้าประกันคู่กรณีเงียบหรือปฏิเสธ สามารถร้องเรียนสายด่วน คปภ. 1186 ได้

ถ้าประกันคู่กรณีไม่ยอมจ่ายทำยังไง?

หากบริษัทประกันของคู่กรณีเพิกเฉยหรือปฏิเสธการจ่ายค่าขาดประโยชน์ที่เป็นสิทธิ์ของคุณ สามารถดำเนินการได้หลายทาง เริ่มจากทำหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการ ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ. ผ่านสายด่วน 1186 และหากยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถดำเนินการทางกฎหมาย (ฟ้องร้องทางแพ่ง) เพื่อเรียกค่าเสียหายได้ แต่ส่วนใหญ่มักจบด้วยการเจรจาเมื่อคุณมีเอกสารครบถ้วน

ต้องการคำปรึกษาเรื่องประกันรถยนต์ ติดต่อกี้ได้เลยค่ะ

หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมติดต่อกี้ได้ที่
ไลน์ : kie.365
โทร : 064-536-3656

ลอง เปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์ของคุณได้ง่าย ๆ ที่นี่ 

หรือ สมัครสมาชิกศรีกรุง คลิกที่นี่

(FAQ) คำถามที่พบบ่อย

Q: เรียกค่าขาดประโยชน์ต้องมีประกันชั้น 1 ไหม?
A: ไม่จำเป็น เพราะเราเรียกจากประกันของคู่กรณี (ฝ่ายผิด) ไม่ใช่ประกันของเราเอง แม้เราไม่มีประกันภาคสมัครใจ แต่ถ้าเป็นฝ่ายถูกก็มีสิทธิ์เรียกได้

Q: เรียกได้ภายในกี่วันหลังเกิดเหตุ?
A: โดยหลักการเป็นค่าเสียหายทางแพ่งที่มีอายุความ แต่ควรยื่นเรื่องทันทีหลังรับรถออกจากอู่ เพื่อไม่ให้หลักฐานสูญหายและดำเนินการได้รวดเร็ว

Q: รถซ่อมนานผิดปกติ เรียกได้ทุกวันไหม?
A: โดยทั่วไปจะพิจารณาจากระยะเวลาซ่อมที่สมเหตุสมผลตามความเสียหายจริง หากซ่อมล่าช้าเกินควรจากสาเหตุอื่น อาจไม่ได้รับชดเชยทุกวัน


ข้อมูลในบทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทั่วไป อัตราและเงื่อนไขการเรียกร้องอาจแตกต่างกันตามกรณีและประกาศของ คปภ. ควรตรวจสอบรายละเอียดกับบริษัทประกันหรือสำนักงาน คปภ. (สายด่วน 1186) ก่อนดำเนินการทุกครั้ง

รถชนแล้วต้องทำอะไรก่อน? เช็กลิสต์ 7 ขั้นตอนรับมือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

คู่มือรับมือเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ ทั้งกรณีมีคู่กรณี ชนเอง และถูกชนแล้วหนี พร้อมเบอร์ฉุกเฉินที่ต้องรู้

อุบัติเหตุรถชนเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ตั้งสติ” และรู้ว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง เพราะการตัดสินใจผิดในนาทีแรก เช่น รีบเคลื่อนย้ายรถ ยอมรับผิด หรือเซ็นเอกสารโดยไม่ปรึกษาประกัน อาจทำให้คุณเสียเปรียบและเรียกร้องค่าเสียหายได้ยากขึ้น บทความนี้สรุปขั้นตอนรับมือเมื่อรถชนแบบครบทุกกรณี ทำตามได้ทันทีแม้ในสถานการณ์ตื่นเต้น

Key Takeaways

รถชนแล้วต้องทำอะไรก่อน? 7 ขั้นตอนสำคัญ


1. ตั้งสติและประเมินความปลอดภัย

หายใจลึก ๆ ตั้งสติก่อน จากนั้นเปิดไฟฉุกเฉิน เพื่อเตือนรถคันอื่น หากมีกรวยหรือป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสง ให้วางไว้ด้านหลังรถเพื่อป้องกันการชนซ้ำ และย้ายตัวเองไปยังจุดที่ปลอดภัยหากอยู่บนถนนที่มีรถวิ่งเร็ว

2. ตรวจสอบผู้บาดเจ็บ โทรเรียกรถพยาบาลทันที

หากมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ให้โทรแจ้งการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ทันที เป็นอันดับแรก ไม่ควรเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บที่อาการหนักเอง (โดยเฉพาะกรณีสงสัยกระดูกสันหลัง/คอ) เว้นแต่อยู่ในจุดอันตราย ให้รอทีมกู้ชีพมาดำเนินการ

3. ถ่ายรูปเก็บหลักฐานให้ครบก่อนเคลื่อนย้ายรถ

หลักฐานคือสิ่งสำคัญที่สุดในการเคลม ควรถ่ายรูปและวิดีโอให้ครบ

เคล็ดลับ: ถ้ามีกล้องหน้ารถ (Dashcam) ให้เซฟคลิปช่วงเกิดเหตุไว้ทันที เพราะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด

4. แจ้งบริษัทประกันและจดข้อมูลคู่กรณี

โทรแจ้งบริษัทประกันของคุณ (เบอร์อยู่บนกรมธรรม์หรือบัตรประกัน) พร้อมแจ้งข้อมูล เลขกรมธรรม์ ทะเบียนรถ วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จากนั้นแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคู่กรณี ได้แก่ ชื่อ-เบอร์โทร ทะเบียนรถ และบริษัทประกันของอีกฝ่าย

5. รอเจ้าหน้าที่ประกันมาที่เกิดเหตุ

อยู่ในที่เกิดเหตุเพื่อรอเจ้าหน้าที่ประกัน (surveyor) มาตรวจสอบและออกเอกสาร ระหว่างนี้ไม่ควรตกลงเรื่องค่าเสียหายกับคู่กรณีเอง ให้บริษัทประกันเป็นผู้ดำเนินการเจรจาแทน

6. รับใบเคลมหรือใบเคลมชนกัน

เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง จะออก “ใบเคลม” ให้ ควรเก็บใบเคลมไว้เป็นหลักฐานสำหรับนำรถเข้าซ่อม กรณีที่รถทั้งสองฝ่ายมีประกันชั้น 1 และเป็นเหตุเล็กน้อยที่ตกลงกันได้ อาจใช้ “ใบเคลมชนกัน” (เคลมกลาง) โดยต่างฝ่ายต่างซ่อมกับประกันของตนเอง ทำให้จบเรื่องได้เร็วขึ้น

7. แจ้งความลงบันทึกประจำวัน (ถ้าจำเป็น)

กรณีมีผู้บาดเจ็บ/เสียชีวิต มีข้อพิพาท คู่กรณีหนี หรือประกันต้องการ ควรไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการเคลม

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน

กรณีความคุ้มครอง วงเงินสูงสุด (ต่อคน)
ค่าเสียหายเบื้องต้น – ค่ารักษาพยาบาล (ไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด) 30,000 บาท
ค่าเสียหายเบื้องต้น – เสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวร 35,000 บาท
ค่าสินไหมทดแทน – ค่ารักษาพยาบาล (เมื่อพิสูจน์แล้วว่าเป็นฝ่ายถูก) สูงสุด 80,000 บาท
ค่าสินไหมทดแทน – กรณีเสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง 500,000 บาท
ค่าสินไหมทดแทน – สูญเสียอวัยวะ (ตามระดับ) 200,000–500,000 บาท
ค่าชดเชยรายวัน (ผู้ป่วยใน สูงสุด 20 วัน) 200 บาท/วัน

ใบเคลมกับเอกสารชนแล้วแยก ต่างกันยังไง?

ใบเคลม เป็นเอกสารหรือหลักฐานที่บริษัทประกันใช้ประกอบการดำเนินการเคลมและนำรถเข้าซ่อม ชื่อเอกสารและรูปแบบอาจแตกต่างกันตามบริษัทค่ะ

ส่วน เอกสารชนแล้วแยก หรือ Knock for Knock ใช้ในกรณีที่เข้าเงื่อนไข เช่น รถทั้งสองฝ่ายมีประกันประเภท 1 และสามารถตกลงข้อเท็จจริงหรือความรับผิดกันได้ โดยกรอกและแลกเอกสารตามขั้นตอน แล้วติดต่อบริษัทประกันของตนเพื่อดำเนินการต่อ

แต่การมีประกันชั้น 1 ทั้งสองคันไม่ได้แปลว่าใช้วิธีนี้ได้ทุกเหตุการณ์นะคะ หากมีผู้บาดเจ็บ ความเสียหายรุนแรง ข้อมูลไม่ครบ หรือยังมีข้อโต้แย้ง ควรให้ตำรวจและประกันตรวจสอบก่อน และสอบถามบริษัทประกันภัยว่าอุบัติเหตุของเราใช้เอกสารนี้ได้หรือไม่

กรณีไม่มีคู่กรณี หรือถูกชนแล้วหนี ต้องทำยังไง?

ถ้าคุณชนเอง (เช่น ชนเสา ชนขอบทาง) หรือถูกชนแล้วคู่กรณีหลบหนี ยังสามารถเคลมได้ แต่ขึ้นอยู่กับประเภทประกันและหลักฐาน


สิ่งที่ควรทำเมื่อถูกชนแล้วหนี: จดจำ/ถ่ายทะเบียนรถคู่กรณีให้ได้, ตรวจดูคลิปจากกล้องหน้ารถและกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง, แล้วไปแจ้งความเพื่อเป็นหลักฐาน ก่อนแจ้งบริษัทประกัน

รถชนกันข้อมูลอะไรบ้างที่ต้องจดจากคู่กรณี

ในสถานการณ์จริงหลายคนลืมเก็บข้อมูลสำคัญเพราะตกใจ ลองใช้เช็กลิสต์นี้เพื่อไม่ให้พลาด

ข้อควรระวัง: อย่าเพิ่งตกลงจ่ายหรือรับเงินสดเพื่อจบเรื่องทันที เพราะความเสียหายที่แท้จริง เช่น อาการบาดเจ็บภายในหรือความเสียหายของรถ อาจมากกว่าที่เห็นในตอนแรก

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนกันใครเป็นฝ่ายผิด และเรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง?

โดยทั่วไปการพิจารณาฝ่ายผิดจะดูจากพฤติกรรมการขับขี่และกฎจราจร เช่น การชนท้ายมักถือว่าคันหลังเป็นฝ่ายผิด การฝ่าไฟแดง หรือการเปลี่ยนเลนกะทันหัน หากเป็นฝ่ายถูก คุณสามารถเรียกร้องได้ทั้งค่าซ่อมรถ ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถระหว่างซ่อม และค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้หากมีประกัน บริษัทประกันจะเป็นผู้ดำเนินการเรียกร้องแทนให้ ทำให้คุณไม่ต้องเจรจากับคู่กรณีเองโดยตรง

เบอร์โทรฉุกเฉินที่ควรบันทึกไว้

บันทึกเบอร์เหล่านี้ไว้ในโทรศัพท์ จะช่วยให้รับมือได้เร็วขึ้นเมื่อเกิดเหตุ

หน่วยงาน / บริการ เบอร์โทร
การแพทย์ฉุกเฉิน / เรียกรถพยาบาล 1669
ตำรวจ / เหตุด่วนเหตุร้าย 191
ตำรวจทางหลวง 1193
ศูนย์บริการทางด่วน (กทพ.) 1543
สายด่วน คปภ. (ร้องเรียนประกัน) 1186
บริษัทประกันของคุณ คลิกเพื่อดูเบอร์บริษัทประกันต่างๆ

เอกสารที่ควรเตรียมสำหรับเคลมประกันรถยนต์

สรุป

เมื่อรถชน สิ่งแรกที่ต้องดูแลคือความปลอดภัยของเรา ผู้โดยสาร และผู้บาดเจ็บค่ะ จากนั้นแจ้งเจ้าหน้าที่และประกัน เก็บหลักฐานเมื่อปลอดภัย และตรวจข้อมูลในเอกสารให้ถูกต้องก่อนดำเนินการต่อ

ส่วนจะเคลมค่าซ่อมได้หรือมีค่าเสียหายส่วนแรกเท่าไร ต้องดูกรมธรรม์และลักษณะเหตุ อย่าเพิ่งสรุปจากคำว่า “ไม่มีคู่กรณี” เพียงอย่างเดียว การเตรียมเบอร์ประกันและรู้ขั้นตอนไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้รับมือได้เป็นลำดับมากขึ้นนะคะ

อยากเข้าใจความคุ้มครองและขั้นตอนเคลมประกันภัยรถยนต์ ปรึกษากี้ได้ค่ะ

หากยังไม่แน่ใจว่าประกันรถของเราคุ้มครองกรณีไหนบ้าง หรืออยากเปรียบเทียบแผนก่อนต่อประกัน ติดต่อกี้เพื่อสอบถามรายละเอียดและเลือกความคุ้มครองให้เหมาะกับการใช้รถได้ค่ะ

เปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์ของคุณ คลิกที่นี่

หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมติดต่อกี้ได้ที่
ไลน์: kie.365
โทร: 064 – 536 – 3656

หรือ สมัครสมาชิกศรีกรุงโบรคเกอร์

(FAQ) คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับขั้นตอนเมื่อรถชน

Q: รถชนเล็กน้อย ต้องเรียกประกันไหม?
A: แนะนำให้แจ้งประกันทุกครั้งแม้เป็นเหตุเล็กน้อย เพื่อความเป็นธรรมและมีหลักฐาน เว้นแต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้และไม่มีความเสียหายที่ต้องเคลม

Q: เคลื่อนย้ายรถออกจากเลนได้เลยไหม?
A:ควรถ่ายรูปหลักฐานให้ครบก่อน แล้วจึงเคลื่อนย้ายรถหากกีดขวางการจราจรหรืออยู่ในจุดอันตราย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำ

Q: ไม่มีประกันภาคสมัครใจ ชนแล้วทำยังไง?
A:ยังมี พ.ร.บ. คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลของคน (ไม่คุ้มครองตัวรถ) ส่วนค่าซ่อมต้องเจรจากับคู่กรณีตามความรับผิด หากตกลงกันไม่ได้อาจต้องดำเนินการทางกฎหมาย


ข้อมูลในบทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทั่วไป ขั้นตอนและเงื่อนไขการเคลมอาจแตกต่างกันตามกรมธรรม์และบริษัทประกัน ควรตรวจ
สอบรายละเอียดกับบริษัทประกันของคุณโดยตรง หากเกิดเหตุที่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยแพทย์ฉุกเฉินเป็นลำดับแรกเสมอ

พ.ร.บ. รถยนต์คืออะไร? ต่อยังไง ใช้เอกสารอะไรบ้าง (อัปเดต 2569)

คู่มือฉบับเข้าใจง่าย ครบทั้งความคุ้มครอง ราคา ขั้นตอนต่อ และสิ่งที่ต้องรู้หากขาดต่อ


ทุกครั้งที่ใกล้ถึงกำหนดต่อภาษีรถยนต์ประจำปี เจ้าของรถหลายคนมักได้ยินคำว่า “พ.ร.บ.” แต่ก็ยังสงสัยว่า พ.ร.บ. รถยนต์คืออะไร ทำไมต้องมี ต่างจากประกันรถยนต์ทั่วไปยังไง แล้วต้องต่ออย่างไร ใช้เอกสารอะไรบ้าง บทความนี้จะสรุปให้ครบในที่เดียว เข้าใจง่าย พร้อมราคาล่าสุดปี 2569 


พูดง่าย ๆ คือ พ.ร.บ. รถยนต์เป็นประกันภาคบังคับที่ช่วยคุ้มครองชีวิตและร่างกายของผู้ประสบภัยจากรถ แต่ไม่คุ้มครองค่าซ่อมรถหรือทรัพย์สิน ค่ะ ส่วนการต่อ พ.ร.บ. ต้องตรวจสอบข้อมูลรถและวันคุ้มครองให้ถูกต้อง โดยเฉพาะเมื่อต้องนำไปใช้ต่อภาษีรถประจำปี

Key Takeaways

พ.ร.บ. รถยนต์ คืออะไร?

พ.ร.บ. รถยนต์ คือประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ ที่รถทุกคันต้องทำตามกฎหมาย ตาม “พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535” จุดประสงค์หลักคือเพื่อให้ผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร หรือคนเดินถนน ได้รับความคุ้มครองด้านค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยเบื้องต้นอย่างทันท่วงที

จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจ: พ.ร.บ. คุ้มครองเฉพาะ “คน” เท่านั้น ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถหรือทรัพย์สิน ดังนั้นหากต้องการความคุ้มครองตัวรถ เช่น รถชน รถหาย ไฟไหม้ ต้องซื้อประกันภาคสมัครใจ (ประกันชั้น 1, 2+, 3+) เพิ่มเติมต่างหาก

พ.ร.บ. รถยนต์ต่างจากประกันรถยนต์ทั่วไปยังไง?

พูดง่าย ๆ คือ พ.ร.บ. รถยนต์เป็นความคุ้มครองขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย ส่วนประกันรถยนต์ภาคสมัครใจคือส่วนเสริมที่ช่วยดูแลตัวรถของเราให้อุ่นใจมากขึ้น

พ.ร.บ. รถยนต์ คุ้มครองอะไรบ้าง?

ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา พ.ร.บ. ได้ปรับเพดานความคุ้มครองสูงสุดเป็น 20 ล้านบาทต่ออุบัติเหตุหนึ่งครั้ง (จากเดิม 5–10 ล้านบาท) โดยเบี้ยประกันยังคงเท่าเดิม ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้รถ โดยความคุ้มครองของ พ.ร.บ. รถยนต์แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้

1. ค่าเสียหายเบื้องต้น (ได้รับทันที ไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด) ผู้ประสบภัยจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นภายใน 7 วันหลังยื่นเรื่อง โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายผิด
2. ค่าสินไหมทดแทน (ได้รับเพิ่มเมื่อพิสูจน์แล้วว่าเป็นฝ่ายถูก) เมื่อพิสูจน์แล้วว่าฝ่ายเราเป็นฝ่ายถูก ผู้ประสบภัยจะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม ดังตารางด้านล่าง

กรณีความคุ้มครอง วงเงินสูงสุด (ต่อคน)
ค่าเสียหายเบื้องต้น – ค่ารักษาพยาบาล (ไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด) 30,000 บาท
ค่าเสียหายเบื้องต้น – เสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวร 35,000 บาท
ค่าสินไหมทดแทน – ค่ารักษาพยาบาล (เมื่อพิสูจน์แล้วว่าเป็นฝ่ายถูก) สูงสุด 80,000 บาท
ค่าสินไหมทดแทน – กรณีเสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง 500,000 บาท
ค่าสินไหมทดแทน – สูญเสียอวัยวะ (ตามระดับ) 200,000–500,000 บาท
ค่าชดเชยรายวัน (ผู้ป่วยใน สูงสุด 20 วัน) 200 บาท/วัน

หมายเหตุ: วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาท เป็นเพดานรวมต่ออุบัติเหตุหนึ่งครั้ง ซึ่งอาจเฉลี่ยให้ผู้ประสบภัยหลายรายในเหตุการณ์เดียวกัน ตัวเลขความคุ้มครองต่อคนอาจปรับเปลี่ยนตามประกาศของ คปภ. ควรตรวจสอบล่าสุดกับบริษัทประกัน

ราคา พ.ร.บ. รถยนต์ 2569 เท่าไหร่?

ราคา พ.ร.บ. เป็นอัตราคงที่ที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ทุกบริษัทคิดราคาเท่ากัน แตกต่างกันตามประเภทของรถ (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)

ประเภทรถ รายละเอียด เบี้ย พ.ร.บ. (บาท/ปี)
รถเก๋ง / รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ไม่เกิน 7 ที่นั่ง 645.21
รถกระบะ น้ำหนักรวมไม่เกิน 3 ตัน 967.28
รถตู้ / รถโดยสาร 7–15 ที่นั่ง 1,182.35
รถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถนั่งส่วนบุคคล 645.21
รถจักรยานยนต์ ตามขนาดเครื่องยนต์ (cc) 150–645

*หมายเหตุ: ราคารถจักรยานยนต์แตกต่างกันตามขนาดเครื่องยนต์ (ตั้งแต่ประมาณ 161–645 บาท) ราคาข้างต้นเป็นค่าโดยประมาณ ควรตรวจสอบอัตราล่าสุดกับผู้ให้บริการ

ถ้าขาดต่อ พ.ร.บ. รถยนต์มีโทษอะไร?

การไม่ต่อ พ.ร.บ. รถยนต์ถือว่าผิดกฎหมาย มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท และที่สำคัญคือ จะไม่สามารถต่อภาษีรถยนต์ได้ เพราะ พ.ร.บ. เป็นเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการต่อภาษี

นอกจากนี้ หากเกิดอุบัติเหตุระหว่างที่ พ.ร.บ. รถยนต์ขาด ผู้ประสบภัยจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และเจ้าของรถอาจต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเองทั้งหมด จึงควรต่อ พ.ร.บ. ก่อนหมดอายุทุกครั้ง (สามารถต่อล่วงหน้าได้ก่อนหมดอายุประมาณ 90 วัน)

เงื่อนไขการต่อ พ.ร.บ. รถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ตามกฎใหม่ของ คปภ. (คำสั่งนายทะเบียนที่ 17/2569) มีการปรับรอบวันคุ้มครองของ พ.ร.บ. รถยนต์ตรงกับรอบวันหมดอายุภาษีรถประจำปี เพื่อป้องกันปัญหาความคุ้มครองขาดช่วง โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้ค่ะ

1. เงื่อนไขระยะเวลาความคุ้มครอง (ปรับตามวันหมดอายุภาษี)

2. หลักฐานที่ต้องใช้ในการซื้อ/ต่อ พ.ร.บ. รถยนต์ใหม่

  1. สมุดคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มจริงหรือสำเนา)
  2. พ.ร.บ. ฉบับเดิม (ถ้ามี) เพื่อตรวจสอบวันสิ้นสุดเดิม
  3. ป้ายภาษีรถ (ป้ายวงกลม) หรือภาพถ่ายข้อมูลจากแอปพลิเคชันภาครัฐ เช่น ข้อมูลจากแอปฯ DLT Vehicle Tax Plus หรือ แอปฯ ทางรัฐ เพื่อยืนยันวันครบรอบปีภาษีรถที่ถูกต้อง 

หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่ต่อ พ.ร.บ. ล่วงหน้าไปก่อนวันที่ 1 กันยายน 2569 จะยังคงได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขเดิมปกติ และค่อยเริ่มปรับรอบวันให้ตรงกันในการต่ออายุรอบปีถัดไป

สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ. รถยนต์

บางคนคิดว่า “ใช้รถน้อย ไม่น่าจะเกิดอุบัติเหตุ ไม่ต้องต่อก็ได้” แต่หน้าที่ตามกฎหมายไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราขับบ่อยแค่ไหนค่ะ และอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียวก็อาจทำให้มีค่ารักษาพยาบาลหรือค่าเสียหายที่ต้องรับผิดชอบตามมาได้

อีกเรื่องที่อยากฝากไว้คือ มี พ.ร.บ. รถยนต์แล้วไม่ได้แปลว่าครอบคลุมค่าซ่อมรถของเราและคู่กรณี เพราะ พ.ร.บ. ดูแลความเสียหายต่อคน ส่วนรถและทรัพย์สินต้องดูประกันภาคสมัครใจเพิ่มเติมให้ตรงกับความต้องการค่ะ

สรุป

พ.ร.บ. รถยนต์เป็นความคุ้มครองพื้นฐานที่เจ้าของรถควรดูแลให้ต่อเนื่องค่ะ ช่วยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถตามวงเงินและเงื่อนไขที่กำหนด แต่ไม่ได้คุ้มครองค่าซ่อมรถหรือทรัพย์สิน

ก่อนต่อครั้งถัดไป ลองเช็กวันหมดอายุ พ.ร.บ. คู่กับวันหมดอายุภาษี เตรียมเอกสารให้ครบ และแจ้งผู้ให้บริการว่าจะนำไปใช้ต่อภาษีหรือไม่ จะได้เลือกระยะเวลาคุ้มครองให้ตรงกับการใช้งานและไม่ขาดช่วงนะคะ

เช็กราคา พ.ร.บ. รถยนต์และปรึกษากี้ได้เลยค่ะ

ถ้ายังไม่แน่ใจว่ารถของเราใช้พิกัดไหน หรือ พ.ร.บ. กับภาษีหมดอายุคนละวันแล้วต้องต่ออย่างไร ติดต่อกี้เพื่อช่วยตรวจสอบข้อมูลและดูรายละเอียดก่อนตัดสินใจได้ค่ะ

เช็กราคา พ.ร.บ. รถของคุณ คลิกที่นี่

หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมติดต่อกี้ได้ที่
ไลน์ : kie.365
โทร : 064 – 536 – 3656

หรือ คลิกสมัครสมาชิกศรีกรุง 

(FAQ) คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ พ.ร.บ. รถยนต์

Q: พ.ร.บ. กับภาษีรถยนต์ อันเดียวกันไหม?
A: ไม่ใช่ พ.ร.บ. รถยนต์ คือ ประกันภาคบังคับที่คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ส่วนภาษีรถยนต์ คือ ค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้รัฐ แต่ทั้งสองมักต่อพร้อมกัน เพราะต้องมี พ.ร.บ. รถยนต์ก่อนจึงจะต่อภาษีได้

Q: พ.ร.บ. รถยนต์ต่อล่วงหน้าได้กี่วัน?
A: โดยทั่วไปสามารถต่อ พ.ร.บ. รถยนต์ล่วงหน้าได้ก่อนวันหมดอายุประมาณ 90 วัน เพื่อไม่ให้ความคุ้มครองขาดช่วง

Q: มี พ.ร.บ. แล้ว ยังต้องทำประกันชั้น 1 อีกไหม?
A: ขึ้นอยู่กับความต้องการ พ.ร.บ. รถยนต์คุ้มครองเฉพาะคน ไม่คุ้มครองตัวรถ หากต้องการคุ้มครองรถกรณีชน รถหาย หรือไฟไหม้ ควรทำประกันรถยนต์ภาคสมัครใจเพิ่ม เช่น ประกันรถยนต์ชั้น 1 ประกันรถยนต์ชั้นสอง (2+) หรือประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+)

ข้อมูลในบทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทั่วไป อัตราค่าเบี้ย วงเงินความคุ้มครอง และเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของ คปภ. และกรมการขนส่งทางบก ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับหน่วยงานหรือบริษัทประกันโดยตรงก่อนดำเนินการทุกครั้ง

ประกันรถยนต์ชั้น 1, 2+, 3+ ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนให้คุ้มที่สุด

เวลาจะต่อประกันรถยนต์หรือซื้อประกันให้รถคันใหม่ หลายคนมักเจอคำถามเดิม ๆ ว่า “ประกันรถยนต์ชั้น 1, สองพลัส (2+) และสามพลัส (3+) ต่างกันยังไง แล้วควรเลือกแบบไหนถึงจะคุ้มที่สุด?” เพราะประกันรถแต่ละชั้นมีความคุ้มครองและเบี้ยประกันที่ต่างกันพอสมควร การเลือกผิดชั้นอาจทำให้คุณจ่ายแพงเกินความจำเป็น หรือแย่กว่านั้นคือได้ความคุ้มครองไม่พอในวันที่เกิดเรื่อง

บทความนี้จะสรุปความแตกต่างของประกันรถยนต์แต่ละชั้นแบบเข้าใจง่าย พร้อมตารางเปรียบเทียบ และแนวทางเลือกให้เหมาะกับรถและงบของคุณมากที่สุด อ่านจบแล้วตัดสินใจได้เลยว่าควรซื้อประกันชั้นไหน

Key Takeaways


ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจมีกี่ประเภท?

ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ดังนี้

วันนี้เรามา รู้จักประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ 3 ประเภท ที่ได้ยินกันบ่อยที่สุด คือ ประกันรถยนต์ประเภท 1 ประเภท 3 และประเภท 5 แบบสองพลัส (2+)  และสามพลัส (3+) โดยจุดต่างสำคัญอยู่ที่ “ความเสียหายต่อตัวรถของเราเอง” ว่าครอบคลุมมากน้อยแค่ไหน

สำหรับรถยนต์ทั่วไปที่ใช้บนถนน เจ้าของรถต้องจัดให้มีประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือ พ.ร.บ. ซึ่งคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้ประสบภัยจากรถตามกฎหมาย ไม่คุ้มครองค่าซ่อมรถและทรัพย์สิน ประกันภาคสมัครใจจึงช่วยเสริมความคุ้มครองในส่วนที่แตกต่างกัน

หมายเหตุ: ประกันภาคสมัครใจทั้งหมดนี้ แตกต่างจาก พ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งเป็นประกันภาคบังคับที่รถทุกคันต้องมีตามกฎหมาย โดย พ.ร.บ. จะคุ้มครองเฉพาะความเสียหายต่อ “บุคคล” (ค่ารักษา ค่าชดเชย) เท่านั้น ไม่คุ้มครองตัวรถ จึงควรมีประกันภาคสมัครใจเสริมด้วยค่ะ

ประกันรถยนต์ชั้น 1 คืออะไร? คุ้มครองอะไรบ้าง

ประกันประกันรถยนต์ชั้น 1 คือประกันที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมที่สุด เหมาะกับคนที่อยากอุ่นใจแบบไม่ต้องคิดมาก จุดเด่นคือคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถของเราเองแทบทุกกรณี ไม่ว่าจะมีคู่กรณีหรือไม่มีคู่กรณี

ความคุ้มครองหลัก:

เหมาะกับ: รถใหม่ป้ายแดง รถราคาสูง รถที่ยังผ่อนอยู่ (ไฟแนนซ์มักกำหนดให้ทำชั้น 1) และผู้ขับขี่มือใหม่หรือคนที่ขับในเมืองที่มีความเสี่ยงเฉี่ยวชนสูง

ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) คืออะไร? คุ้มครองอะไรบ้าง

ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) คือทางสายกลางระหว่างความคุ้มครองและราคา ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงชั้น 1 แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถของเรา เฉพาะกรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบก และต้องมีคู่กรณีเท่านั้น

ความคุ้มครองหลัก:

ข้อควรรู้: ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) ไม่คุ้มครอง กรณีชนแบบไม่มีคู่กรณี (เช่น ชนเสา ชนกำแพงเอง) และโดยทั่วไปไม่คุ้มครองการชนกับสิ่งที่ไม่ใช่ยานพาหนะทางบก เช่น ชนต้นไม้ ชนสัตว์ รวมถึงส่วนใหญ่ไม่รวมภัยน้ำท่วม (เว้นแต่ซื้อความคุ้มครองเพิ่ม)

เหมาะกับ: รถอายุ 5–7 ปีขึ้นไป ผู้ขับขี่ที่มีประสบการณ์และมั่นใจว่าขับระมัดระวัง แต่ยังอยากได้ความคุ้มครองรถหายและไฟไหม้ในราคาที่ประหยัดกว่าชั้น 1

ประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+) คืออะไร? คุ้มครองอะไรบ้าง

ประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+) คือ ตัวเลือกประหยัดที่ยังคุ้มครองตัวรถของเราอยู่บ้าง โดยคุ้มครองความเสียหายต่อรถของเรา เฉพาะกรณีชนกับยานพาหนะทางบกและมีคู่กรณีเท่านั้น เหมือนประกันรถบนต์ชั้นสองพลัส (2+) แต่ตัดความคุ้มครองรถหายและไฟไหม้ออกไป จึงมีเบี้ยที่ถูกลง

ความคุ้มครองหลัก:

สิ่งที่ไม่คุ้มครอง: รถสูญหาย ไฟไหม้ ภัยธรรมชาติ และการชนแบบไม่มีคู่กรณี

เหมาะกับ: รถอายุมาก (เกิน 7–10 ปี) รถที่มูลค่าไม่สูงแล้ว หรือคนที่ใช้รถน้อย ขับระวัง และเน้นประหยัดงบ แต่ยังอยากมีความคุ้มครองเวลาชนกับรถคันอื่น

แล้วประกันรถยนต์ชั้น 2 กับชั้น 3 ล่ะ ให้ความคุ้มครองอะไรบ้าง?

ประกันรถยนต์ชั้น 2 คุ้มครองรถสูญหายและไฟไหม้ รวมถึงความเสียหายต่อบุคคลภายนอก แต่ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถจากการชนจึงได้รับความนิยมน้อยกว่าประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+)

ประกันรถยนต์ชั้น 3 เป็นชั้นพื้นฐานที่สุด คุ้มครองเฉพาะความเสียหายต่อบุคคลภายนอก (คนและทรัพย์สินของคู่กรณี) ไม่คุ้มครองรถของเราเลย เบี้ยถูกที่สุดประมาณ 1,800–2,000 บาทต่อปี 

ตารางเปรียบเทียบประกันรถยนต์แต่ละชั้น

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองดูตารางเปรียบเทียบความคุ้มครองและเบี้ยประกันรถยนต์โดยประมาณของแต่ละชั้นด้านล่างนี้

*หมายเหตุ: ความคุ้มครองภัยธรรมชาติ/น้ำท่วมของชั้น 2+ และ 3+ โดยทั่วไปไม่รวมอยู่ในกรมธรรม์มาตรฐาน แต่บางบริษัทอาจให้ซื้อเพิ่มได้ 

เลือกประกันรถยนต์แบบไหนให้คุ้มกับการใช้งาน?

1. ประเมินเหตุที่ต้องการให้ประกันรถยนต์ช่วยรับภาระ

หากกังวลทั้งรถชนรถและการเฉี่ยวชนสิ่งของเอง ให้พิจารณาประกันรถยนต์ชั้น 1 หากยอมรับค่าซ่อมจากเหตุที่ไม่ได้ชนกับยานพาหนะทางบกได้ ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) หรือประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+) อาจเป็นทางเลือก ทั้งนี้ควรเปรียบเทียบใบเสนอราคาจริงก่อนตัดสินใจ

2. พิจารณาความเสี่ยงรถสูญหาย ไฟไหม้ และน้ำท่วม

หากต้องการความคุ้มครองรถสูญหายและไฟไหม้ ให้พิจารณาประกันรถยนต์ชั้น 1 หรือประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) ส่วนผู้ที่อยู่หรือเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมควรเลือกแผนที่ระบุความคุ้มครองน้ำท่วมชัดเจน พร้อมตรวจวงเงินและค่าเสียหายส่วนแรก

3. เปรียบเทียบทุนประกันรถยนต์และวงเงินความรับผิดต่อบุคคลภายนอก

แผนที่เบี้ยประกันรถยนต์ต่ำกว่าอาจมีทุนประกันหรือวงเงินความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกต่ำกว่า ควรเปรียบเทียบรายการเหล่านี้ร่วมกัน รวมถึงวงเงินต่อคนและต่อครั้งในส่วนความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย

4. ตรวจเงื่อนไขการซ่อมและค่าเสียหายส่วนแรก

ตรวจว่าเป็นการซ่อมศูนย์บริการหรือซ่อมอู่ และมีอู่ในพื้นที่ที่สะดวกหรือไม่ รวมถึงค่าเสียหายส่วนแรกที่ตกลงไว้ และค่าเสียหายส่วนแรกที่อาจเกิดตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ประกันรถยนต์ชั้น 1 จึงไม่ได้หมายความว่าผู้เอาประกันภัยไม่ต้องร่วมจ่ายในทุกเหตุ

5. แจ้งลักษณะการใช้รถให้ตรงกับความจริง

การใช้รถส่วนบุคคล รถรับจ้าง หรือรถให้เช่าอาจมีเงื่อนไขรับประกันรถยนต์ต่างกัน ควรแจ้งข้อมูลตามจริง และตรวจเงื่อนไขผู้ขับขี่ที่ระบุในกรมธรรม์ให้สอดคล้องกับผู้ใช้รถ

สิ่งที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับประกันรถยนต์มากที่สุด

หลายคนเข้าใจว่า รถเก่าแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำประกันรถยนต์ก็ได้ เพราะถ้าเป็นรอย หรือเสียหายเล็กน้อย สามารถขับขี่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องซ่อม แต่ทราบอะไรมั้ยคะว่า ความเสียหายที่อาจจะมากกว่าค่าซ่อมคือ เวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วเราเป็นฝ่ายผิด ต้องรับผิดชอบค่าซ่อมรถคู่กรณี หรือค่าเสียผลประโยชน์จากการใช้รถ หากไม่มีประกัน เราจะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบทั้งหมด จากประสบการณ์ที่เคยให้คำปรึกษาลูกค้า เคยเจอกรณีไม่มีประกันแล้วต้องชดเชยค่าเสียหายเอง ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้านเลยค่ะ เมื่อเทียบกับเบี้ยประกันรถยนต์ประเภท 3 แล้ว ความเสียหายที่เรารับผิดชอบเองสูงกว่าเบี้ยประกันรถยนต์หลายสิบเท่าเลยค่ะ

สรุป

หากต้องการความคุ้มครองรถของเราให้ครอบคลุมมากที่สุดให้พิจารณาประกันรถยนต์ชั้น 1 หากต้องการความคุ้มครองรถชนรถพร้อมรถสูญหายและไฟไหม้ ให้พิจารณาประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) ส่วนผู้ที่เน้นความรับผิดต่อบุคคลภายนอกและความคุ้มครองแบบรถชนรถ โดยยอมรับความเสี่ยงรถสูญหายหรือไฟไหม้ได้ อาจพิจารณาประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+)

เปรียบเทียบประกันรถยนต์ให้เหมาะกับรถและงบประมาณของคุณ

ก่อนต่อประกันครั้งถัดไป ลองเปรียบเทียบทั้งเบี้ยและความคุ้มครอง เพื่อเลือกแผนที่ตอบโจทย์การใช้รถของคุณ คลิกเปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์ ได้เลย หรือหากยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกประกันรถยนต์ไหนดี หรือต้องการให้ช่วยเปรียบเทียบทุนประกันที่มีความคุ้มครองน้ำท่วม และค่าเสียหายส่วนแรก สามารถติดต่อกี้เพื่อขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ไลน์: kie.365 หรือ โทร: 064 – 536 – 3656 ได้เลยนะคะ กี้ยินดีให้คำแนะนำค่ะ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันรถยนต์

Q: ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) กับสามพลัส (3+) ต่างกันตรงไหน?
A: ทั้งสองแบบมีความคุ้มครองพื้นฐานสำหรับรถของเราเมื่อชนกับยานพาหนะทางบก และระบุคู่กรณีได้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ โดยประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) เพิ่มความคุ้มครองรถสูญหายและไฟไหม้ ซึ่งไม่รวมอยู่ในความคุ้มครองพื้นฐานของประกันรถยนต์ชั้นสามพลัส (3+)

Q: ประกันรถยนต์ชั้นสองพลัส (2+) และชั้นสามพลัส (3+) คุ้มครองน้ำท่วมหรือไม่?
A: ต้องตรวจเช็กความคุ้มครองแต่ละแผน โดยความคุ้มครองพื้นฐานของส่วนรถชนรถไม่ได้ครอบคลุมน้ำท่วม แต่ประกันรถยนต์บางแผนเพิ่มความคุ้มครองน้ำท่วมไว้แล้ว โดยต้องดูวงเงินและเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์เพิ่มเติม 

Q: รถเก่ายังทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ได้หรือไม่?
A: อาจทำได้หากรุ่นรถ อายุรถ สภาพรถ และลักษณะการใช้งานผ่านเกณฑ์รับประกันของบริษัทนั้น รถเก่าไม่ได้ต้องเปลี่ยนเป็นประกันรถชั้นสองพลัส (2+) หรือชั้นสามพลัส (3+) เสมอไป ควรขอให้ตรวจสอบแผนที่รับประกันรถของคุณอีกครั้ง

Q: มีประกันรถยนต์ชั้น 1 แล้ว ต้องทำ พ.ร.บ. รถยนต์อีกหรือไม่?
A: สำหรับรถยนต์ทั่วไปที่ใช้บนถนน ยังต้องจัดให้มี พ.ร.บ. รถยนต์ตามกฎหมาย เพราะประกันรถชั้น 1 เป็นประกันภาคสมัครใจไม่สามารถใช้แทนประกันภัยภาคบังคับได้ โดย พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไม่ได้คุ้มครองค่าซ่อมรถหรือทรัพย์สิน 

หมายเหตุ: บทความนี้สรุปความคุ้มครองเพื่อประกอบการเลือกซื้อ การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและการรับประกันให้เป็นไปตามข้อเท็จจริง แบบกรมธรรม์ ตารางกรมธรรม์ เอกสารแนบท้าย และเงื่อนไขของบริษัทประกันภัยที่เลือก